<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คลังความรู้ ทางพระพุทธศาสนา</title>
	<atom:link href="http://buddhism.ideaforlife.net/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://buddhism.ideaforlife.net</link>
	<description>บทความสาระ ความรู้ ทุกเรื่อง ทุกแง่มุม เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 12 Dec 2009 04:08:17 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ประวัติ พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a7</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a7#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 04:00:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[<p class="wp-caption-text">พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)</p>
<p>วันเดือนปีเกิด</p>
<p>๒๙????มกราคม??๒๕๑๖</p>
<p>บรรพชา</p>
<p> ๘ เมษายน ๒๕๓๐??ณ พัธสีมาวัดครึ่งใต้ ต.ครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย</p>
<p> </p>
<p>อุปสมบท</p>
<p> ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ณ พัธสีมาวัดครึ่งใต้ ต.ครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย</p>
<p>การศึกษา</p>
<p>ศษ.บ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (๒๕๔๓)</p>
<p>พธ.ม. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (๒๕๔๖)</p>
<p>ป.ธ.๙ สำนักวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (๒๕๔๓)</p>
<p>การทำงาน</p>
<p>อาจารย์พิเศษ??บัณฑิตวิทยาลัย???มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย??กรุงเทพมหานคร</p>
<p>อาจารย์พิเศษ??สถาบันพระปกเกล้า??วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร??โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน</p>
<p>อาจารย์พิเศษและวิทยากรบรรยายพุทธศาสนากับศาสตร์ร่วมสมัย??ของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำของรัฐ และเอกชนมากมาย???เช่น??มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย??มหาวิทยาลัยศิลปากร??มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์??มหาวิทยาลัยเชียงใหม่??มหาวิทยาลัยขอนแก่น??มหาวิทยาลัยศรีปทุม??มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ??มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย????มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง????มหาวิทยาลัยนเรศวร???เป็นต้น</p>
<p>เป็นอนุกรรมการทูตสันติภาพฝ่ายศาสนสัมพันธ์??โครงการทูตสันติภาพ??(Ambassador??for Peace)?ของสหพันธ์นานาชาติและศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ประเทศไทย)??สหพันธ์สันติภาพสากล</p>
<p>เป็นที่ปรึกษา คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต??กระทรวงศึกษาธิการ</p>
<p>เป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความเชิงวิชาการ??กึ่งวิชาการ??และบทความทั่วไปให้กับหนังสือพิมพ์และนิตยสารมากมาย เช่น??เนชั่นสุดสัปดาห์??มติชนสุดสัปดาห์??ประชาชาติธุรกิจ??โพสต์ทูเดย์??กรุงเทพธุรกิจ???แพรว????WE,???HEALTH &#38; CUISINE???ชีวจิต????ชีวิตต้องสู้???หญิงไทย??แก้จน??และบางกอก??ฯลฯ</p>
<p>เป็นวิทยากรบรรยายธรรมและนำภาวนาตามสถาบันและองค์กรของรัฐรวมทั้งเอกชน ทั้งในกรุงเทพฯ??ต่างจังหวัดและต่างประเทศ</p>
<p>เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตยาลัย??(Vimuttayalaya Institute)??:??อันเป็นสถาบันเพื่อการศึกษา???วิจัย???ภาวนา????และนำเสนอภูมิปัญญาทางพุทธศาสนาสู่ประชาคมโลก????โดยเน้นปรัชญาการทำงานในลักษณะพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (Buddhism??for???World???Peace)</p>
<p>เป็นวิทยากรประจำรายการโทรทัศน์หลายรายการ??เช่น??ธรรมะติดปีก?(TPBS), มหัศจรรย์แห่งปัญญา (ช่อง ๑๑),?เมืองไทยวาไรตี้ (ททบ.๕) ร้านชำยามเช้า (TITV), กล้าคิดกล้าทำ (ททบ.๕), พุทธประทีป (ททบ.๕) สยามทูเดย์ (ททบ.๕) รอยธรรม,ธรรมาภิวัฒน์ (ASTV) และ ที่นี่หมอชิต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_216" class="wp-caption aligncenter" style="width: 110px"><img class="size-full wp-image-216" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/y9.jpg" alt="พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)" width="100" height="133" /><p class="wp-caption-text">พระมหาวุฒิชัย  วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)</p></div>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วันเดือนปีเกิด</span></strong></p>
<p>๒๙????มกราคม??๒๕๑๖</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">บรรพชา</span></strong></p>
<p><strong> </strong>๘ เมษายน ๒๕๓๐??ณ พัธสีมาวัดครึ่งใต้ ต.ครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย<span id="more-215"></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">อุปสมบท</span></strong></p>
<p><strong> </strong>๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ณ พัธสีมาวัดครึ่งใต้ ต.ครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การศึกษา</span></strong></p>
<p>ศษ.บ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (๒๕๔๓)</p>
<p>พธ.ม. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (๒๕๔๖)</p>
<p>ป.ธ.๙ สำนักวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (๒๕๔๓)</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การทำงาน</span></strong></p>
<p>อาจารย์พิเศษ??บัณฑิตวิทยาลัย???มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย??กรุงเทพมหานคร</p>
<p>อาจารย์พิเศษ??สถาบันพระปกเกล้า??วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร??โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน</p>
<p>อาจารย์พิเศษและวิทยากรบรรยายพุทธศาสนากับศาสตร์ร่วมสมัย??ของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำของรัฐ และเอกชนมากมาย???เช่น??มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย??มหาวิทยาลัยศิลปากร??มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์??มหาวิทยาลัยเชียงใหม่??มหาวิทยาลัยขอนแก่น??มหาวิทยาลัยศรีปทุม??มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ??มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย????มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง????มหาวิทยาลัยนเรศวร???เป็นต้น</p>
<p>เป็นอนุกรรมการทูตสันติภาพฝ่ายศาสนสัมพันธ์??โครงการทูตสันติภาพ??(Ambassador??for Peace)?ของสหพันธ์นานาชาติและศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ประเทศไทย)??สหพันธ์สันติภาพสากล</p>
<p>เป็นที่ปรึกษา คณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต??กระทรวงศึกษาธิการ</p>
<p>เป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความเชิงวิชาการ??กึ่งวิชาการ??และบทความทั่วไปให้กับหนังสือพิมพ์และนิตยสารมากมาย เช่น??เนชั่นสุดสัปดาห์??มติชนสุดสัปดาห์??ประชาชาติธุรกิจ??โพสต์ทูเดย์??กรุงเทพธุรกิจ???แพรว????WE,???HEALTH &amp; CUISINE???ชีวจิต????ชีวิตต้องสู้???หญิงไทย??แก้จน??และบางกอก??ฯลฯ</p>
<p>เป็นวิทยากรบรรยายธรรมและนำภาวนาตามสถาบันและองค์กรของรัฐรวมทั้งเอกชน ทั้งในกรุงเทพฯ??ต่างจังหวัดและต่างประเทศ</p>
<p>เป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตยาลัย??(Vimuttayalaya Institute)??:??อันเป็นสถาบันเพื่อการศึกษา???วิจัย???ภาวนา????และนำเสนอภูมิปัญญาทางพุทธศาสนาสู่ประชาคมโลก????โดยเน้นปรัชญาการทำงานในลักษณะพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (Buddhism??for???World???Peace)</p>
<p>เป็นวิทยากรประจำรายการโทรทัศน์หลายรายการ??เช่น??ธรรมะติดปีก?(TPBS), มหัศจรรย์แห่งปัญญา (ช่อง ๑๑),?เมืองไทยวาไรตี้ (ททบ.๕) ร้านชำยามเช้า (TITV), กล้าคิดกล้าทำ (ททบ.๕), พุทธประทีป (ททบ.๕) สยามทูเดย์ (ททบ.๕) รอยธรรม,ธรรมาภิวัฒน์ (ASTV) และ ที่นี่หมอชิต (ช่อง ๗) ตาสว่าง (ช่อง ๙) และอื่นๆ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ผลงานนิพนธ์</span></strong></p>
<p><strong> ภาษาไทย</strong></p>
<p><strong> </strong>ผลงานนิพนธ์ภาคภาษาไทยมีมากกว่า ๕๐ เล่ม??เช่น??ธรรมะติดปีก??ธรรมะดับร้อน??ธรรมะหลับสบาย??ธรรมะบันดาล??ธรรมะทำไม?ธรรมะรับอรุณ??ธรรมะราตรี??ธรรมะเกร็ดแก้ว???ธรรมะสบายใจ???ธรรมะทอรัก??ธรรมะชาล้นถ้วย???ฝนตกไม่ต้อง??ฟ้าร้องไม่ถึง??สบตากับความตาย?ในหลวงครองราชย์พุทธทาสครองธรรม??หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา (ม.๑???ม.๖) กำลังใจแด่ชีวิต??DNA?ทางวิญญาณ??ตายแล้วเกิดใหม่ตามนัยพุทธศาสนา??คลื่นนอกคลื่นใน??ตื่นรู้อยู่ด้วยรัก??ทุกข์กระทบธรรมกระเทือน??สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา??แค่ปล่อยก็ลอยตัว???ธัมมิกประชาธิปไตย (Buddhist??Democracy)????ธัมมิกเศรษฐศาสตร์??(Buddhist??Economics)????ตะแกรงร่อนทอง????ว่ายทวนน้ำ??เป็นต้น</p>
<p><strong> </strong><strong>ภาษาอังกฤษ</strong></p>
<p>ผลงานภาคภาษาไทย ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ??และภาษาต่างประเทศ อื่น เช่น ภาษาจีน ภาษาสเปน ภาษาฝรั่งเศส?ภาษาญี่ปุ่น??ประกอบด้วย</p>
<p>-ธรรมะหลับสบาย??????ANGER???MANAGEMENT</p>
<p>-ธรรมะทอรัก?????????????LOVE??MANAGMENT</p>
<p>-ธรรมะรับอรุณ??????????DHARMA??AT??DAWN</p>
<p>-ธรรมราตรี???????????????DHARMA??AT??NIGHT</p>
<p>-สบตากับความตาย???LOOKING???DEATH??IN??THE??EYE</p>
<p>-ธรรมะสบายใจ?????????MIND??MANAGEMENT</p>
<p>อนึ่ง??หนังสือ??ธรรมะหลับสบาย??ธรรมะทอรัก??และสบตากับความตาย??นอกจากได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว??ปัจจุบันยังได้รับการแปลเป็นภาษาสเปน??อินโดนีเชีย??จีน???ญี่ปุ่นและศรีลังกาอีกด้วย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">เกียรติคุณ</span></strong></p>
<p>พ.ศ.๒๕๔๗?????????????ผลงาน??ธรรมะติดปีก??ได้รับการนำไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ทางไทยทีวีสีช่อง ๓ ได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ??กว่าสิบรางวัล</p>
<p>พ.ศ.๒๕๔๘???????????????รางวัล??ผู้มีผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาดีเด่น???(จากผลงานนิพนธ์ ๔ เรื่อง คือ ธรรมะติดปีก??ธรรมะหลับสบาย??ธรรมะดับร้อน??ธรรมะบันดาล) จากมูลนิธิศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์??ทองประเสริฐ??ราชบัณฑิต</p>
<p>พ.ศ.??๒๕๔๘??????????????สภาศาสนาเพื่อสันติภาพโลก???ยกย่องเป็น???ทูตสันติภาพโลก?</p>
<p>พ.ศ.??๒๕๔๙??????????????นิตยสาร??Positioning??ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน??๕๐ ผู้ทรงอิทธิพลของสังคมไทย???ปี???๒๕๔๙?</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๔๙??????????????รางวัล?????The??Great??Dharma??Putta???Award??(พระธรรมทูตผู้มีผลงานดีเด่นระดับโลก) จากรัฐบาลและคณะสงฆ์แห่งประเทศศรีลังกา??และองค์กร?WBSY?(World Buddhist??Sangha Youth)??ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน???สมโภช ๒๕๕๐ ปีแห่งพระพุทธศาสนายุกาล??(The Celebration of 2550<sup>th</sup> Buddha??Jayanti)</p>
<p>พ.ศ.??๒๕๕๐???????????????รางวัล??BUCA??HONORARY??AWARDS??ในฐานะผู้มีผลงานโดดเด่นในการนำเสนอธรรมะแบบอินเทรนด์???และมีคุณูปการต่อวงการวิชาชีพนิเทศศาสตร์??????จากคณะ?????นิเทศศาสตร์??มหาวิทยาลัยกรุงเทพ</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๐?????????????รางวัล??รตนปัญญา??(Gem??of??Wisdom??Award)???ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศสำหรับพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิปัญญาเป็นเอก??จากคณะสงฆ์และประชาชนจังหวัดเชียงราย</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๐????????????????รับพระราชทานรางวัล??เสาเสมาธรรมจักรทองคำ??ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา??สาขาการแต่งหนังสือทางพระพุทธศาสนา????จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา??สยามบรมราชกุมารี?????ในงานสัปดาห์วิสาขบูชาโลก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๐???????????????รับพระราชทานรางวัล????????บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน?</p>
<p>สาขาการศึกษาและวิชาการ???????????จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร??เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ???ณ??อาคารกีฬาเวสน์?2??ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร??(ไทย-ญี่ปุ่น)</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๐?????????????รางวัล??Young &amp; Smart VOTE 2007?สาขา คนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทต่อสังคม???จากนิตยสารสุดสัปดาห์ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พลับลิชชิ่ง</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๐?????????????รางวัล??ผู้มีอุปการคุณต่อวงการห้องสมุด??และการศึกษาวิชาบรรณรักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์???จากสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๑????????????????รางวัล??นักเขียนบทความดีเด่นประจำปี ๒๕๕๑??จากมูลนิธิ ม.ร.ว.อายุมงคล โสณกุล</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๑??????????????รางวัลกิตติคุณสัมพันธ์??สังข์เงิน??ในฐานะผู้ที่มีผลงานการประชาสัมพันธ์ดีเด่น จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๑??????????????รางวัล??ผู้มีอุปการคุณต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา??ของมูลนิธิรวมใจเผยแผ่ธรรมะ จากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๑???????????????รางวัล????ผู้บำเพ็ญประโยชน์ในการพัฒนาจิต ประจำปี ๒๕๕๑??จากสภาชาวพุทธ ร่วมกับมูลนิธิโลกทิพย์</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๑??????????????รางวัล?????ผู้ทำคุณประโยชน์และสร้างชื่อเสียงให้แก่บัณฑิตวิทยาลัย??จากบัณฑิตวิทยาลัย??มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๕๑????????????????รางวัล??ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ ประจำปี ๒๕๕๑??จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์</p>
<p>พ.ศ.๒๕๕๑??????????????????ได้รับคัดเลือกเป็น??๑ ใน ๑๐๐ บุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจ??(100?idols)??จากนิตยสาร?a day</p>
<p>พ.ศ.๒๕๕๑??????????????????ได้รับยกย่องจากกรุงเทพธุรกิจและกรุงเทพธุรกิจออนไลน์เป็น??นักคิดนักเขียนแห่งปี</p>
<p>พ.ศ.๒๕๕๑??????????????????ได้รับยกย่องจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ให้เป็น??คนรุ่นใหม่ผู้เป็นความหวัง?</p>
<p>พ.ศ.๒๕๕๒??????????????????ได้รับโหวตให้เป็นสุดยอดนักคิด ปี ๒๕๕๑ จากสถานีวิทยุ อสมท.?F.M.96.5 MHz?คลื่นความคิด</p>
<p>พ.ศ.๒๕๕๒??????????????????รางวัล??บุคคลคุณภาพผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม??จากโรงเรียนสุวรรณสุทธารามวิทยา</p>
<p>พ.ศ.๒๕๕๒????????????????รางวัล??บุคคลต้นแบบคนดีศรีแผ่นดิน ปี ๒๕๕๑??จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p>
<p>พ.ศ.๒๕๕๒????????????????รางวัล???พุทธคุณูปการ รัชตเกียรติคุณ??ผู้มีพุทธคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา จากคณะกรรมาธิการการศาสนา??ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร</p>
<p align="right">ที่มา : http://www.vimuttayalaya.net/vAbout.aspx</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b8%92%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%a7/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่ขาว อนาลโย</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%82</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%82#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 15:20:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ขาว อนาลโย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p>ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p>หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลำภู นามเดิมชื่อ ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2431 ที่บ้านชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โยมบิดาชื่อ พั่ว โยมมารดาชื่อ รอด โคระถา มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4 อาชีพหลักของครอบครัว คือ ทำนาและค้าขาย เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี บิดามารดาได้จัดให้มีครอบครัว ภรรยาของท่านชื่อ นางมี และได้มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งต่อมาได้แยกทางกัน ท่านเป็นผู้มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังมาก ประกอบกบความมีศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้คนทำจริง ในสิ่งที่ควรทำ เมื่อท่านได้บวชในพระพุทธศาสนา ท่านจึงรู้สึกซาบซึ้งในหลักธรรมมากยิ่งขึ้นโดยลำดับ</p>
<p>ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ชีวิตสมณะของท่าน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2462 เมื่อท่านอายุได้ 31 ปี โดยอุปสมบทที่วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-81" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/013.gif" alt="" width="66" height="80" /><img class="aligncenter size-full wp-image-82" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/024.gif" alt="" width="146" height="24" /></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></strong></p>
<p>หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัด หนองบัวลำภู นามเดิมชื่อ ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2431 ที่บ้านชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โยมบิดาชื่อ พั่ว โยมมารดาชื่อ รอด โคระถา มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4 อาชีพหลักของครอบครัว คือ ทำนาและค้าขาย เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี บิดามารดาได้จัดให้มีครอบครัว ภรรยาของท่านชื่อ นางมี และได้มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งต่อมาได้แยกทางกัน ท่านเป็นผู้มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังมาก ประกอบกบความมีศรัทธาต่อหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้คนทำจริง ในสิ่งที่ควรทำ เมื่อท่านได้บวชในพระพุทธศาสนา ท่านจึงรู้สึกซาบซึ้งในหลักธรรมมากยิ่งขึ้นโดยลำดับ<span id="more-83"></span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา</span></strong><span style="text-decoration: underline;"><br />
</span><br />
ชีวิตสมณะของท่าน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2462 เมื่อท่านอายุได้ 31 ปี โดยอุปสมบทที่วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีท่านพระครูพุฒิศักดิ์เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นพระกรราวาจาจารย์</p>
<p>เมื่ออุปสมบทแลัว ท่านได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี เป็นเวลา 6 พรรษา เนื่องจากท่านได้บังเกิดศรัทธาในปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น หลวงปู่จึงได้ญัตติเป็นพระธรรมยุติ เมื่อปี พ.ศ.2468 อายุได้ 37 ปี ณ พันธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเป็นเวลา 8 ปี</p>
<p>จากนั้นได้เดินธุดงค์ตาม ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ต่างๆ ท่านออกเดินทางทุกปี และได้สมบุกสมบันไปแทบทุกภาคของประเทศ</p>
<p>นอกจากนี้ ท่านยังได้เคยเดินธุดงค์ร่วมกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นเวลารวมกันหลายปีอีกด้วย</p>
<p>ท่านได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่น นึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างก็จะมาหาจริงๆ และ เดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ท่านทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวันตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่านภายในวัดบริเวณที่ท่านพักอยู่</p>
<p>คุณหมออวย เกตุสิงห์ เขียนไว้ในประวัติอาพาธ ซึ่งเป็นภาคผนวกของหนังสือ อนาลโยวาท ว่า เวลาท่านไม่สบายอยู่ในป่าเขา มักจะไม่ใช้หยูกยาอะไรเลย จะใช้แต่ธรรมโอสถ ซึ่งได้ผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน ท่านเคยระงับไข้ด้วยวิธีภาวนามาหลายครั้ง จนเป็นที่มั่นใจต่อการพิจารณาเวลาไม่สบาย</p>
<p>ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว เล่าถึง หลวงปู่ขาว ในหนังสือ &#8220;ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต&#8221; ว่าหลวงปู่ขาว ได้บรรลุธรรมชั้นสุดยอดในราวพรรษาที่ 16-17 ในสถานที่ซึ่งมีนามว่าโรงขอด แห่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เขียนเล่าไว้ว่า</p>
<p>&#8220;เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ หลวงปู่ขาว ออกจากที่พักไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขา กำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้น ถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลสอวิชชา ตัณหาอุปาทาน ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลัง อนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอยากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึกไม่ลดละการพิจารณาระหว่าง อวิชชา กับ ใจ จวนสว่างจึงตัดสินใจกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ</p>
<p>การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่ อวิชชาดับ กลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับ ข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิดเกิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่เหลือให้ชมอย่างสมใจ คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ในกระท่อมกลางเขา มีชาวป่าเป็นอุปัฏฐากดูแล</p>
<p>ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้ แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นสู่ธรรมอัศจรรย์ถึงวิมุตติหลุดพ้นในเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์อุทัย ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษเสียจริง</p>
<p>ท่านได้ธุดงค์จาริกไปตามถิ่นต่าง ๆ จนในที่สุดก็มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ.2501 จวบจนมรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมพ.ศ.2526</p>
<p>คุณหมออวย เกตุสิงห์ ได้เล่าเกี่ยวับปัจฉิมกาลของท่านไว้ในหนังสือ อนาลโยวาท ว่า ท่านทุพพลภาพอยู่ถึง 9 ปี แต่สุขภาพจิตยังดีมีนิสัยรื่นเริงติดตลกในระยะสามปีสุดท้าย นัยน์ตาของท่านมืดสนิทเพราะต้อแก้วตา หรือ ต้อกระจก หูก็ตึงมาก เพราะหินปูนจับกระดูก แต่ท่านก็มิได้เดือดร้อนใจ และสามารถบอกกำหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ 96 ปี ซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านได้กล่าวไว้</p>
<p>ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2527 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ปรากฏว่า วัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่กลับคับแคบไปถนัดใจ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาถวายสักการะสรีระร่างของท่านนับเป็นจำนวนแสนคน นับเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศทีเดียว</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ธรรมโอวาท</span></strong><span style="text-decoration: underline;"><br />
</span><br />
ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาของท่าน ที่ได้เทศน์โปรดพระเณรและญาติโยม ณ บ้านย่อชะเนง (บ้านเกิดของท่าน) &#8220;คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีลมีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี</p>
<p>การจำแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่าง ๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรมทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน เหตุนี้ เราจึงควรทำกุศล รักษาศีลให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ แล้วทำสมาธิจะมีความสงบสงัด จิตรวมลงได้ง่าย เพราะมันเย็น มันราบรื่นดี ไม่มีลุ่มไม่มีดอน จงพากันทำไปใน อิริยาบถทั้งสี่ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จริต อันใดมันสะดวกสบายใจ หายใจดี ไม่ขัดข้องฝืดเคือง อันนั้นควรเอาเป็นอารมณ์ของใจ</p>
<p>พุทโธ พุทโธ หมายความว่า ให้ใจยึดเอาพุทโธเป็นอารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตออกไปสู่อารมณ์ภายนอก เพราะอารมณ์ภายนอกมันชอบไปจดจ่ออยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความถูกต้องทางกาย หากทุกสิ่งทุกอย่างมันไปจดจ่ออยู่ที่นั่น จิตมันจะไม่รวมลง นี่แหละ เรียกว่า มาร คือ ไม่มีสติ อย่าให้จิตไปจดจ่ออย่างนั้น ให้มาอยู่กับผู้รู้ ให้น้อมเอา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์ จะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้มีความเพียร</p>
<p>ผู้ที่ภาวนาจิตสงบลงชั่วช้างพับหู งูแลบสิ้น ชั่วไก่ดินน้ำ นี่ อานิสงส์อักโข ให้ตั้งใจทำไป การที่จิตรวมลงไปบางครั้ง มี 3 ขั้นสมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หากรวมลง ขณิกสมาธิ เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาจิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขี้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่</p>
<p>ส่วนหากรวมลงไปเป็น อุปจารสมาธิ ก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีกให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละเ ป็นนิวรณ์ตัวร้าย</p>
<p>ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิตถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเองเมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน&#8221;</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัจฉิมบท</span></strong><span style="text-decoration: underline;"> </span><span style="text-decoration: underline;"><br />
</span><br />
ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ได้พรรณนาถึงเมตตาธรรม และ ตปธรรม ของ หลวงปู่ขาว ไว้ในหนังสือปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีข้อความตอนหนึ่งว่า</p>
<p>&#8220;ท่านอาจารย์องค์นี้มีความเด็ดเดี่ยวมาก การนั่งภาวนาตลอดสว่างท่านทำได้สบายมาก ถ้าไม่เป็นผู้มีใจกล้าหาญกัดเหล็กกัดเพชรจริง ๆ จะทำไม่ได้ จึงขอชมเชยอนุโมทนากับท่านอย่างถึงใจ เพราะเป็นที่แน่ใจในองค์ท่านร้อยเปอร์เซนต์ว่า เป็นผู้สิ้นภพสิ้นชาติอย่างประจักษ์ใจ ทั้งที่ยังครองขันธ์อยู่&#8221;</p>
<p>ในบทความภาคผนวกตอนหนึ่งของหนังสือ อนาลโยวาท ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งหนึ่งว่า &#8220;วันหนึ่ง มีชายแปลกหน้าวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นที่วัด ขอเข้านมัสการท่านอาจารย์ พอได้พบก็ตรงเข้าไปกราบถึงที่เท้า แล้วเอ่ยปากขอบพระคุณที่ท่านช่วยเขาให้พ้นจากโทษมหันต์ พร้อมเล่าว่า เขาเป็นทหารไปรบที่ประเทศลาวเป็นเวลานาน พอกลับมาบ้าน ก็ได้รู้ว่าภรรยานอกใจ จึงโกรธแค้น เตรียมปืนจะไปยิงทิ้งทั้งคู่ แต่ยังไม่ทันได้กระทำเช่นนั้น เพราะกินเหล้าเมา แล้วหลับฝันไปว่า มีพระแก่องค์หนึ่งมาขอบิณฑบาตความอาฆาตโกรธแค้น และเทศน์ให้ฟังถึงบาปกรรมของการฆ่า จนเขายอมยกโทษ ให้อภัย ละความพยาบาท ได้ถามในฝัน ได้ความว่า พระภิกษุองค์นั้น ชื่อ ขาว มาแต่เมืองอุดรฯ พอตื่นขี้นจึงออกเดินทางมาเสาะหาท่าน จนได้พบที่วัด เช่นนี้&#8221;</p>
<p>หลวงปู่ขาว ท่านกล่าวอนุโมทนา แล้วอบรมต่อไปให้เข้าใจหลักธรรม ตลอดจนผลของการงดเว้นจากการฆ่า ทำให้ชายผู้นั้นซาบซึ้งในรสพระธรรม จนตัดสินใจที่จะอุปสมบทต่อไป</p>
<p>เรื่องนี้ เป็นหลักฐานว่า ความเมตตาของท่านเปี่ยมล้น และครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางเพียงใด</p>
<p>อนุสรณ์สถานที่ถือว่าสำคัญที่สุดของ หลวงปู่ขาว ก็คือ วัดถ้ำกลองเพล อันเป็นสถานที่ท่านพำนักจำพรรษามาตั้งแต่ พ.ศ.2501 จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อ พ.ศ.2526 ท่านดูแลบริเวณวัดซึ่งมีเนื้อที่กว่าพันไร่ ให้เป็นป่าร่มรื่นบนลากสันเขา มีโขดหินขนาดใหญ่มากมาย เป็นเพิงผาธรรมชาติที่งดงาม ด้านหลังเป็นอ่างเก็บน้ำ ชื่อ อ่างอาราม ซึ่งเป็นโครงการชลประทานพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ</p>
<p>จุดเด่นของ วัดถ้ำกลองเพล คือ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ พ.ศ.2531 เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะสวยงามควรแก่การศึกษาและเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง &#8220;ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ&#8221;</p>
<p align="right">ที่มา : http://www.buddhismthailand.com/ariyasong/kaw.php</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%82/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%98%e0%b8%a1%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b9%82</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%98%e0%b8%a1%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b9%82#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 15:11:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ท่านพ่อลี ธมฺมธโร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=78</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p></p>
<p>ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p>พระอาจารย์ลี เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เวลา 21.00 น. เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 31 มกราคม 2449 บ้านเกิดคือบ้านหนองสองห้อง ตำบลยางโยภาพ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี หมู่บ้านนี้มีบ้านประมาณ 80 หลังคาเรือน แบ่งออกเป็น 3 คุ้ม คือหมู่บ้านน้อยหนึ่ง หมู่บ้านในหนึ่ง และหมู่บ้านนอกหนึ่ง ที่หมู่บ้านนอกนี้มีวัดตั้งอยู่ พระอาจารย์ลี ได้เกิดในหมู่บ้านที่มีวัดตั้งอยู่ บ้านทั้ง 3 คุ้มนี้มีหนองน้ำอยู่ตรงกลาง 3 หนองบริเวณรอบๆ หมู่บ้านมีต้นยางใหญ่ขึ้นอยู่ล้มอรอบนับเป็นสิบๆ ต้นทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านมีเนินบ้านเก่า</p>
<p>นามเดิมของพระอาจารย์ลี คือ นายชาลี เป็นบุตรของนายปาว นางพ่วย นารีวงศ์ ปู่ชื่อจันทารี ย่าชื่อนางสีดา ตาชื่อนันทะเสย ยายชื่อนางดี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 9 คน เป็นชาย 5 คน เป็นหญิง 4 คน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-76" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/012.gif" alt="" width="66" height="80" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-77" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/023.gif" alt="" width="129" height="24" /></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></strong></p>
<p>พระอาจารย์ลี เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เวลา 21.00 น. เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 31 มกราคม 2449 บ้านเกิดคือบ้านหนองสองห้อง ตำบลยางโยภาพ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี หมู่บ้านนี้มีบ้านประมาณ 80 หลังคาเรือน แบ่งออกเป็น 3 คุ้ม คือหมู่บ้านน้อยหนึ่ง หมู่บ้านในหนึ่ง และหมู่บ้านนอกหนึ่ง ที่หมู่บ้านนอกนี้มีวัดตั้งอยู่ พระอาจารย์ลี ได้เกิดในหมู่บ้านที่มีวัดตั้งอยู่ บ้านทั้ง 3 คุ้มนี้มีหนองน้ำอยู่ตรงกลาง 3 หนองบริเวณรอบๆ หมู่บ้านมีต้นยางใหญ่ขึ้นอยู่ล้มอรอบนับเป็นสิบๆ ต้นทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านมีเนินบ้านเก่า<span id="more-78"></span></p>
<p>นามเดิมของพระอาจารย์ลี คือ นายชาลี เป็นบุตรของนายปาว นางพ่วย นารีวงศ์ ปู่ชื่อจันทารี ย่าชื่อนางสีดา ตาชื่อนันทะเสย ยายชื่อนางดี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 9 คน เป็นชาย 5 คน เป็นหญิง 4 คน เมื่อเกิดมาได้ 9 วัน เกิดมีอาการรบกวนพ่อแม่เป็นการใหญ่ เช่น ร้องไห้เสมอๆ ถึงกับโยมทั้งสองได้แตกจากกันไปหลายวัน เมื่อโยมผู้หญิงออกไฟได้ 3 วัน ตัวเองเกิดโรคป่วย ไม่กินไม่นอนเป็นเวลาหลายวัน เลี้ยงยากที่สุด พ่อกับแม่ไม่มีใครสามารถจะเลี้ยงให้ถูกใจได้</p>
<p>ต่อมาอายุได้ 11 ปี มารดาถึงแก่กรรม ยังมีน้องเล็กๆ คนหนึ่งเป็นผู้หญิงได้เลี้ยงดูกันมาส่วนคนอื่นๆ เขาโตแล้วต่างพากันไปทำมาหากิน ยังเหลืออีก 2-3 คน พ่อลูกพากันทำนาเป็นอาชีพพออายุได้ราว 12 ปี ได้เรียนหนังสือไทยพออ่านออกเขียนได้ สอบชั้นประถมก็ตกเสียอีก ช่างมันแต่จะเรียนไปจนหมดเวลา พอดีอายุ 17 ปี จึงได้ออกจากโรงเรียน ต่อจากนั้นมาก็คิดหาแต่เงินกันเท่านั้นในระหว่างนี้เกิดมีการขัดอกขัดใจกับโยมผู้ชายบ่อยๆ คือโยมต้องการให้ทำการค้าขายของที่ไม่ชอบ เช่น ไปหาซื้อหมูมาขาย ซื้อวัวมาขาย เป็นต้น ถึงเวลาอยากจะไปทำบุญก็คอยขัด การงานก็คอยขัดคอเสมอ บางทีต้องการไปทำบุญกับเขา ก็หายอมให้ไปไม่ กลับบอกให้ไปทำไร่ทำนาเสีย บางวันน้อยใจนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวกลางทุ่งนา นึกแต่ในใจว่าเราจักไม่อยู่ในหมู่บ้านนี้ แต่ก็ต้องอดทนอยู่ไปก่อน ต่อมาบิดาได้ภรรยาใหม่คนหนึ่งชื่อ แม่ทิพย์ ตอนนี้ค่อยสบายใจขึ้นหน่อยชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา<br />
<strong><br />
<span style="text-decoration: underline;">ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา</span><br />
</strong><br />
พอดีอายุครบ 20 ปี ตรงกับ พ.ศ.2468 โยมมารดาเลี้ยงถึงแก่ความตาย ขณะนั้นได้ไปอยู่กับญาติที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พอปลายเดือนกุมภาพันธ์ก็ได้กลับขึ้นไปบ้านโยมบิดาก็แนะนำให้บวช วันนั้นเงินติดตัวอยู่ประมาณ 160 บาท เมื่อไปถึงบ้านใหม่ๆ พี่ชาย พี่เขย พี่สาว ฯลฯ ก็พากันมากลุ้มรุมเยี่ยมเยือนถามข่าวคราวต่างๆ แล้วขอกู้เงินยืมเงินไปซื้อควายบ้าง ซื้อนาบ้าง ค้าขายบ้าง ก็ยินยอมให้เงินเขาไปตามที่ต้องการ เพราะตัวเองคิดจะบวช ตกลงเงิน 160 บาท ที่มีอยู่คงเหลือเพียง 40 บาท</p>
<p>ถึงเวลาเทศกาลบวชนาค โยมบิดาก็จัดแจงให้บวชจนสำเร็จ ได้ทำการบวช เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 มีเพื่อนบวชด้วยกันในวันนั้นรวม 9 รูป พอล่วงถึงพรรษาที่ 2 จึงตั้งใจอธิษฐานว่า &#8220;เวลานี้ข้าพเจ้ายังมุ่งดีหวังดีต่อพระศาสนาอยู่ในกาลต่อไปนี้ ขอจงให้พบครูบาอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบภายใน 3 เดือน&#8221;</p>
<p>ต่อมาเดือนพฤศจิกายนข้างแรม ได้ไปเทศน์มหาชาติที่วัดบ้านโนนรังใหญ่ ตำบลยางโยภาพ อำเภอม่วงสามสิบ พอดีไปพบพระกรรมฐานรูปหนึ่งกำลังเทศน์อยู่บนธรรมาสน์รู้สึกเกิดแปลกประหลาดในจิตขึ้นโดยโวหารของธรรมะน่าเลื่อมใส จึงได้ไต่ถามญาติโยมว่าท่านองค์นั้นคือใคร มาจากไหน ได้รับตอบว่า &#8220;เป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ชื่ออาจารย์บท&#8221; ท่านได้พักอยู่ในป่ายางใหญ่ใกล้บ้านราว 20 เส้น พองานมาหาชาติเสร็จก็ได้ติดตามไปดู ได้เห็นปฏิปทาความประพฤติของท่านเป็นที่พอใจ จึงถามท่านว่าใครเป็นอาจารย์ของท่าน ท่านตอบว่า &#8220;พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์เสาร์ เวลานี้พระอาจารย์มั่นได้ออกเดินทางจากจังหวัดสกลนครไปพักอยู่ที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี&#8221; พอได้ความเช่นนั้นก็รีบเดินทางกลับบ้าน นึกแต่ในใจว่า &#8220;เราคงสมหวังแน&#8221; อยู่มาไม่กี่วันจึงได้ลาโยมผู้ชาย ลาพระอุปัชฌาย์ ท่านทั้งสองนี้ก็พูดจาขัดขวางทุกด้านทุกมุม แต่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่า &#8220;เราต้องไปจากบ้านนี้โดยเด็ดขาด จะให้สึกก็ต้องไป จะให้อยู่เป็นพระก็ต้องไป พระอุปัชฌาย์ และโยมผู้ชายไม่มีสิทธิ์ใดๆ ทั้งหมด ถ้าขืนก้าวก่ายสิทธิ์ในตัวเรานาทีใด ต้องลุกหนีไปนาทีนั้น&#8221; ได้พูดกับโยมผู้ชายอย่างนี้ ในที่สุดโยมผู้ชายและพระอุปัฌาย์ก็ยอม</p>
<p>เดือนอ้ายข้างแรม เวลาเพลแล้ว ประมาณ 13.00 น. ได้ออกเดินทางพร้อมด้วยบริขารโดยลำพังรูปเดียว โยมผู้ชายได้ติดตามออกไปส่งถึงกลางทุ่งนา เมื่อได้ร่ำลากันแล้วต่างคนก็ต่างไป วันนั้นเดินทางผ่านอำเภอม่วงสามสิบมุ่งไปสู่จังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ 10 กิโลเมตรเศษ พอดีพระบริคุตฯ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอม่วงสามสิบถูกปลดออกจากราชการขี่รถยนต์ผ่านมาพบเรากำลังเดินทางอยู่คนเดียว ท่านผู้นี้ได้นิมนต์ขึ้นรถขนย้ายครอบครัวของท่าน ไปส่งถึงสนามบินจังหวัดอุบลฯ ทางไปบ้านกุดลาด บัดนี้ก็ยังระลึกถึงบุญคุณของท่านผู้นี้อยู่ ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันเลยประมาณ 5 โมงเย็นเดินทางถึงสำนักวัดป่าบ้านกุดลาด แต่ได้ทราบว่าพระอาจารย์มั่นกลับมาพักอยู่วัดบูรพา</p>
<p>รุ่งเช้าเมื่อฉันอาหารแล้วได้เดินเท้ากลับมาจังหวัดอุบลฯ ได้ไปนมัสการกราบเรียนความประสงค์ของตนต่อพระอาจารย์มั่น ท่านก็ได้ช่วยแนะนำสงเคราะห์เป็นที่พอใจสอนคำภาวนาให้ว่า &#8220;พุทโธฯ&#8221; เพียงคำเดียวเท่านี้ พอดีท่านกำลังอาพาธ ท่านได้แนะนำให้ไปพักอยู่บ้านท่าวังหิน ซึ่งเป็นสถานที่เงียบสงัดวิเวกดี ที่นั่นมีพระอาจารย์สิงห์ พระมหาปิ่น มีพระภิกษุสามเณรราว 40 กว่ารูปพักอยู่ ได้เข้าไปฟังธรรมเทศนาของท่านทุกคืนรู้สึกว่ามีผลเกิดขึ้นในใจ 2 อย่างคือ เมื่อนึกถึงเรื่องเก่าๆ ของตนที่เป็นมาก็ร้อนใจ เมื่อนึกถึงเรื่องใหม่ๆ ที่กำลังประสบอยู่ก็เย็นใจ ทั้ง 2 อารมณ์นี้ติดตนอยู่เสมอ พอดีได้พบเพื่อนที่หวังดี 2 รูป ได้ร่วมอยู่ ร่วมฉัน ร่วมศึกษาสนทนากันตลอดมา เพื่อน 2 รูปนั้นคือพระอาจารย์กงมาและพระอาจารย์สาม ได้พากเพียรพยายามภาวนาอยู่เสมอทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อได้พักอยู่พอสมควรแล้ว ก็ได้ชวนพระอาจารย์กงมาออกเดินทางไปเรื่อยๆ ไปพักตามศาลเจ้าผีปู่ตาของหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ แล้วได้เดินทางกลับไปถึงบ้านเดิม เพื่อบอกข่าวกุศลให้โยมผู้ชายทราบว่าได้พบพระอาจารย์มั่นเป็นที่พอใจในชีวิตแล้ว อาตมาจักไม่กลับมาตายบ้านนี้ต่อไป คือได้นึกเป็นคติในใจอยู่ว่า&#8221;เราเกิดมาเป็นคน ต้องพยายามไต่ขึ้นอยู่บนหัวคน เราบวชเป็นพระ ต้องพยายามให้อยู่บนหัวพระที่เราเคยพบผ่านมา ตอนนี้รู้สึกว่าเกิดสมหวังในความคิด ฉะนั้น จึงกลับบอกเล่าให้โยมฟังว่า &#8220;ฉันลาไม่กลับ เงินทองข้าวของใช้ส่วนตัวมอบเสร็จ ทรัพย์สินเงินทองของโยม จักไม่เกี่ยวข้องตลอดชีวิต&#8221; โยมป้าได้ทราบเรื่องก็มาพูดต่อว่า ว่า &#8220;ท่านจะเกินไปละกระมัง&#8221; จึงได้ตอบไปว่า &#8220;ถ้าฉันสึกมา ถ้าฉันมาขอข้าวป้ากินขอให้ป้าเรียกฉันว่าสุนัขก็แล้วกัน&#8221; เมื่อได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วเช่นนี้ก็ได้สั่งกับโยมผู้ชายว่า &#8220;โยมอย่าเป็นห่วงอาตมาจะบวชอยู่ได้ก็ตาม จะสึกออกมาก็ช่าง อาตมาพอใจแล้วที่ได้สมบัติจากโยม ได้ทรัพย์วิเศษจากโยม คือ ตา 2 ข้าง หู 2 ข้าง จมูก ปาก ครบอาการ 32 จัดเป็นก้อนทรัพย์อย่างสำคัญแม้โยมจะให้ทรัพย์อย่างอื่น อาตมาก็ไม่อิ่มใจ&#8221; เมื่อได้สั่งโยมผู้ชายเสร็จแล้ว ก็ลาโยมผู้ชายเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางไปถึงหมู่บ้านวังถ้ำ ก็ได้พบพระอาจารย์มั่นพักอยู่ในป่าจึงได้เข้าไปพักอาศัยอบรมอยู่กับท่านเป็นเวลาหลายวัน</p>
<p>ต่อจากนั้นก็ได้ดำริว่า &#8220;เราต้องสวดญัตติใหม่ ล้างบาปเก่าเสียที&#8221; เมื่อได้หารือพระอาจารย์มั่นแล้วท่านเห็นดีเห็นชอบด้วย จึงได้ทำการหัดขานนาค เมื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้ติดตามท่านไปเที่ยวในตำบลต่างๆ ได้รู้สึกมีความเลื่อมใสท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับความอัศจรรย์จากท่านหลายอย่าง อาทิเช่น บางเรื่องคิดอยู่ในใจของเราไม่เคยแสดงให้ท่านทราบเลย ท่านกลับทักทายถูกต้อง ก็ยิ่งเพิ่มความเคารพเลื่อมใสยิ่งขึ้นทุกที การทำสมาธิก็หนักแน่นหมดความห่วงในอะไรต่ออะไรหลายๆ อย่างได้อบรมอยู่กับท่านเป็นเวลา 4 เดือน ท่านก็ได้นัดหมายให้ไปสวดญัตติใหม่ที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลฯ มีพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู) วัดสระปทุม จังหวัดพระนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เพ็ง วัดใต้ จังหวัดอุบลฯ เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มั่นเป็นผู้บรรพชาให้เป็นสามเณร ได้อุปสมบทใหม่ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 อุปสมบทเสร็จแล้ว 1 วัน ก็ได้ถือธุดงค์อย่างเคร่งครัดคือฉันมื้อเดียวได้พักอยู่วัดบูรพาคืนเดียวก็ได้ออกไปอยู่ป่าบ้านท่าวังหินตามเคย</p>
<p>เที่ยวจาริกสัญจร ไปในระหว่างเวลาออกพรรษาทุกปี การทำเช่นนี้ ก็เพราะได้คิดเห็นว่าการที่จะอยู่ประจำวัดเฉยๆ ก็เปรียบเหมือนรถไฟที่จอดนิ่งอยู่ที่สถานีหัวลำโพงประโยชน์ของรถไฟที่จอดอยู่กับที่มีอะไรบ้าง ทุกคนคงตอบได้ ฉะนั้น ตัวเราเองจะมานั่งอยู่ที่เดียวนั้น เป็นไปไม่ได้จำเป็นจะต้องออกสัญจรอยู่อย่างนี้ตลอดชาติในภาวะที่ยังบวชอยู่</p>
<p>การประพฤติเช่นนี้ บางครั้งหมู่คณะก็ตำหนิโทษ บางคราวก็ได้รับคำชมเชย แต่ตนเองเห็นว่าได้ผลทั้งนั้น เพราะได้รู้จักภูมิประเทศเหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณีของพระศาสนาในที่ต่างๆ บางอย่างชนิดเราอาจโง่กว่าเขา บางอย่าง บางหมู่คณะ บางสถานที่เขาอาจดีกว่าเรา ฉะนั้น การสัญจรไปจึงไม่ขาดทุน นั่งอยู่นิ่งๆ ในป่าก็ได้ประโยชน์ ถ้าถิ่นไหนเขาโง่กว่าเรา เราก็เป็นอาจารย์ให้เขา หมู่ไหนฉลาดกว่าเรา เราก็ยอมตนเป็นศิษย์เขา ฉะนั้น การสัญจรไปมาจึงไม่เสียประโยชน์ อีกประการหนึ่งที่เราชอบไปอยู่ตามป่าดงนั้น ได้เกิดความคิดหลายอย่าง คือ</p>
<p>(1) ให้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร แสดงตนเป็นผู้ขอ แต่พระองค์ไม่ให้แสดงตนเป็นคนยากจน เช่น เขาให้เท่าไร ก็ยินดีเท่านั้น<br />
(2) พระองค์ทรงสอนให้ไปอยู่ในที่สงัด ที่เรียกว่า &#8220;รุกขมูลเสนาเสนะ&#8221; มีบ้านร้าง สัญญาคาร หิมมิยัง เงื้อมผา คูหาถ้ำ สถานที่ต่างๆ เหล่านี้ มีปัญหาว่าพระองค์ทรงเห็นประโยชน์อะไรหรือ จึงได้สอนเช่นนั้น แต่ตัวเองก็นึกเชื่อยู่ในใจว่า ถ้าเรื่องเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ พระองค์คงไม่สอน ถึงกระนั้นก็ยังมีความรู้สึกลังเลใจอยู่ จนเป็นเหตุให้สนใจในเรื่องนี้<br />
(3) พระองค์สอนให้ถือผ้าบังสุกุลเป็นเครื่องใช้สอย ตลอดจนให้ถือเอาผ้าพันผีตายมาใช้นุ่งห่ม ก็เป็นเหตุให้ตัวเองนึกถึงเรื่องตายว่าการนุ่งห่มผ้าพันผีตายมีประโยชน์อะไรบ้าง ข้อนี้พอได้ความง่ายๆ คิดดูโดยหลักธรรมดาก็จะเห็นได้ว่า ของตายนั้นไม่มีใครต้องการอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือของตายเป็นของไม่มีพิษไม่มีโทษในข้อนี้พอจะน้อมนึกตรึกตรองได้อยู่บ้าง ว่าพระองค์ได้สอนไม่ให้เป็นผู้ทะนงตัวในปัจจัยลาภ<br />
(4) พระองค์สอนให้บริโภคยารักษาโรคที่หาได้อย่างง่ายๆ เช่น ให้ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คำสอนต่างๆ ของพระองค์ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ เมื่อเราได้รับฟังเข้าแล้วเป็นเหตุให้เกิดความสนใจแต่เมื่อสรุปแล้วจะได้รับผลหรือไม่ได้รับผลก็ตาม แต่เรามีความเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งว่าพระองค์ไม่ใช่บุคคลที่งมงาย เรื่องใดที่ไม่มีเหตุผลพระองค์คงไม่ทรงสั่งสอนเป็นอันขาด</p>
<p>ฉะนั้น จึงได้มาระลึกนึกคิดว่า ถ้าเราไม่เชื่อในคำสอนของพระองค์ เราก็ควรยอมรับถือตามโอวาท หรือถ้าเราไม่เชื่อความสามารถของผู้สอนเรา เราก็ควรทำตามไปก่อนโดยฐานะที่ทดลองดูเพื่อเป็นการรักษาสังฆประเพณี ระเบียบแบบแผนของผู้ที่เราเคารพนับถือกราบไหว้เอาไว้ก่อนอีกประการหนึ่ง ได้ระลึกถึงคำพูดของพระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นผู้ถือเคร่งครัดในธุดงค์ เช่น ถือการอยู่ป่า ฉันอาหารแต่มื้อเดียว ถ้าผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ท่านได้ขอปฏิบัติตัวของท่านอย่างนี้ตลอดชีพในเรื่องนี้พระองค์ได้ทรงซักถามพระมหากัสสปะว่า &#8220;ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะแล้ว ท่านขวนขวายเพื่อเหตุอะไร&#8221; พระมหากัสสปะตอบว่า &#8220;ข้าพระองค์มุ่งประโยชน์ของกุลบุตรผู้จะเกิดตามสุดท้ายภายหลังไม่ได้มุ่งประโยชน์ส่วนตัว เมื่อข้าพระองค์ไม่ทำ จะเอาใครเป็นตัวอย่าง เพราะการสอนคนนั้นถ้ามีตัวอย่างสอนได้ง่าย เปรียบเสมือนการสอนภาษาหนังสือเขาทำแบบหรือรูปภาพ ประกอบการสอน เป็นเหตุให้ผู้เรียน เรียนได้สะดวกขึ้นอีกมาก ข้าพระองค์ประพฤติเช่นนี้ฉันใดก็ฉันนั้น&#8221;</p>
<p>เมื่อได้ระลึกถึงคำพูดของพระมหากัสสปะ ซึ่งได้ทูลตอบพระบรมศาสดาเช่นนี้ ก็สงสารพระมหากัสสปะ ท่านอุตส่าห์ตรากตรำทรมาน ถ้าเปรียบในทางโลกท่านก็เป็นถึงมหาเศรษฐีควรได้นอนที่นอนที่ดีๆ กินอาหารที่ประณีต ตรงกันข้าม ท่านกลับสู้อุตส่าห์มาทนลำบากนอนกลางดินกินกลางหญ้า ฉันอาหารก็ไม่ประณีต เปรียบเทียบตัวเราเสมอเพียงแค่นี้ จะมาหาแต่ความสุขใส่ตัวแค่อามิส ก็บังเกิดความละอายใจ สำหรับพระมหากัสสปะ เวลานั้นท่านจะบริโภคอาหาร นั่ง นอน ในที่สวยงามเท่าไรก็ตาม ย่อมไม่มีปัญหาใดๆ ที่จะเป็นไปเพื่ออาสวะกิเลสเสียแล้ว แต่ว่าเป็นของไม่แปลก ท่านกลับเห็นประโยชน์ที่จะเกิดแก่บรรดาสานุศิษย์</p>
<p>ฉะนั้น เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นข้อสะกิดใจเรามานับตั้งแต่เริ่มบวชในครั้งแรก</p>
<p>เมื่อพูดถึงเรื่องการอยู่ป่า ก็เป็นของแปลกประหลาดเตือนใจเราอยู่มาก เช่น บางคราวได้มองเห็นความตายอย่างใกล้ชิด และได้รับคำเตือนใจหลายอย่าง บางคราวก็เกิดจากคนในป่า บางคราวก็เห็นพฤติการณ์ของสัตว์ในป่า สมัยหนึ่ง มีตาแก่ยายแก่สองคนผัวเมียพากันไปตักน้ำมันยางในกลางดงใหญ่ เผอิญไปพบหมีใหญ่ตัวหนึ่ง ได้เกิดการต่อสู้กันขึ้น เมียหนีขึ้นต้นไม่ทัน แล้วร้องตะโกนบอกผัวว่า &#8220;ถ้าสู้มันไม่ไหว ให้ลงนอนหงายนิ่งๆ ทำเหมือนคนตายอย่ากระดุกกระดิกฝ่ายผัวพอได้ยินเมียร้องบอกดังนั้นก็ได้สติ แกจึงแกล้งล้มนอนแผ่ลงกลางพื้นดิน และนอนนิ่งๆ ไม่ไหวตัว เมื่อหมีเห็นดังนั้นก็ขึ้นคร่อมตัวตาแก่ไว้ ปล่อยมือปล่อยตีน ไม่ตะปบตาแก่อีกเป็นแต่มองดูตาแก่ที่กำลังนอนหงายอยู่นั้น ตาแก่ก็ได้แต่นอนบริกรรมภาวนาได้คำเดียวว่า &#8220;พุทโธ พุทโธ&#8221; พร้อมทั้งนึกในใจว่า&#8221;เราไม่ตาย&#8221;หมีก็ดึงขา ดึงศีรษะแก แล้วใช้ปากดันตัวแกทางซ้ายทางขวา แกก็ทำเป็นนอนตัวอ่อนไปอ่อนมาไม่ยอมฟื้น หมีเห็นดังนั้นก็คิดว่าตาแก่คงตายแล้ว มันจึงหนีไป ต่อจากนั้นสักครู่หนึ่งแกก็ลุกขึ้น เดินกลับบ้านกับเมีย บาดแผลที่แกได้รับคือหัวถลอกปอกเปิกแต่ไม่ตาย แกก็สรุปให้ฟังว่า &#8220;สัตว์ป่าต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเราเห็นว่าจะสู้ไม่ไหว ต้องทำตัวเหมือนคนตาย&#8221;</p>
<p>เมื่อเราได้ฟังแกเล่าแล้ว ก็ได้ความรู้ขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่า คนตายไม่มีใครต้องการเราอยู่ในป่าเราก็ควรทำตนเหมือนคนตาย ฉะนั้นใครจะว่าดีหรือชั่วประการใด เราต้องนิ่งสงบกาย วาจา ใจ จึงจะรอดตาย เป็นอุทาหรณ์เตือนใจได้อีกอย่างหนึ่งในทางธรรมะว่า &#8220;คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตนเหมือนคนตาย&#8221; ก็เป็นมรณัสสติเตือนใจได้เป็นอย่างดี</p>
<p>อีกครั้งหนึ่ง ได้ไปพักอยู่ในดงใหญ่แห่งหนึ่ง วันหนึ่งเวลาเช้าสายๆ ได้พาลูกศิษย์ออกบิณฑบาต พอเดินผ่านดงไป ได้ยินเสียงแม่ไก่ร้อง &#8220;กะต๊ากๆ &#8220;ฟังเสียงดูเป็นเสียงไก่แม่ลูกอ่อน เพราะเมื่อส่งเสียงร้องแล้ว ไม่ยอมบิน จึงให้ลูกศิษย์วิ่งไปดูแม่ไก่ตกใจก็บินข้ามต้นไม้สูงหนีไป เห็นลูกไก่วิ่งอยู่หลายตัว มันพากันวิ่งหนีเข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในกองใบไม้ร่วง แล้วทุกตัวก็นิ่งเงียบ ไม่ยอมไหวตัวไม่ยอมกระดุกกระดิก แม้จะเอาไม้คุ้ยเขี่ยดู ก็ไม่ยอมกระดุกกระดิก เด็กลูกศิษย์ไปหาอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้พบลูกไก่เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่เรานึกในใจว่ามันไม่ได้หนีไปไหนแต่มันทำตัวเหมือนใบไม้ร่วง ในที่สุดลูกไก่ตัวนิดๆ จับไม่ได้สักตัวเดียว เรื่องนี้ก็เป็นเหตุให้นึกถึงสัญชาติญาณการป้องกันภัยของสัตว์ ว่ามันก็มีวิธีการที่ฉลาด มันทำตัวของมันให้สงบ ไม่มีเสียงในกองใบไม้ร่วง จึงได้เกิดการนึกเปรียบเทียบขึ้นในใจตนเองว่า &#8220;ถ้าเราอยู่ในป่า ทำจิตให้สงบไม่ไหวตัวเช่นเดียวกับลูกไก่ เราก็ต้องได้รับความปลอดภัย พ้นความตายแน่นอน&#8221; ก็เป็นคตติเตือนใจได้อีกเรื่องหนึ่ง</p>
<p>นอกจากนี้ เมื่อนึกถึงธรรมชาติอื่นๆ เช่น ต้นไม้ เถาวัลย์ สัตว์ป่า แต่ละอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องปลุกใจได้เป็นอย่างดี เช่น เถาวัลย์บางชนิดพันต้นไม้ไม่มีเลี้ยวไปทางทิศทางอื่น ต้องพันเลี้ยวไปทางทักษิณาวัตรเสมอ สังเกตเห็นเช่นนี้ก็มาระลึกถึงตัว หากเราจะทำจิตให้ก้าวไปสู่ความดีอันยิ่งยวด เราต้องเอาอย่างเถาวัลย์คือเดินทางทักษิณาวัตร เพราะพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงว่า &#8220;กายกมฺม&#8221; วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ ปทกฺขิณ&#8221; ฉะนั้น เราต้องทักษิณาวัตร คือเวียนไปทางทักษิณเสมอ นั่นคือเราต้องทำตนให้เหนือกิเลสที่จะลุกลามใจมิฉะนั้น เราก็สู้เถาวัลย์ไม่ได้ ต้นไม้บางชนิดแสดงความสงบให้เราเห็นด้วยตา ที่เราเรียกกันว่า&#8221;ต้นไม้นอน&#8221;ถึงเวลากลางคืนมันหุบใบ หุ้บก้าน เมื่อเราไปนอนอยู่ใต้ร่มไม้ต้นนั้น จะมองเห็นดาวเดือนอย่างถนัดในเวลากลางคืน แต่พอถึงเวลากลางวันแผ่ก้านแผ่ใบมืดทึบอย่างนี้ก็มี เรื่องเหล่านี้ก็ล้วนเป็นคติเตือนใจว่า ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนานั่น ก็ให้หลับตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว เหมือนต้นไม้นอนในเวลากลางคืน ซึ่งใบไม้ปิดตาเรา เมื่อระลึกนึกคิดได้อย่างนี้ ก็ได้แลเห็นประโยชน์ของการอยู่ป่า จิตใจก็เกิดความห้าวหาญธรรมะธรรมโมที่ได้เรียนมาหรือที่ยังไม่ได้เรียนรู้ ก็ได้ผุดมีขึ้น เพราะธรรมชาติเป็นผู้สอน จึงได้มานึกถึงหลักวิทยาศาสตร์ของโลกที่ทุกประเทศพากันทำฤทธิ์ทำเดชต่างๆ นานา และทำได้อย่างสูงๆ น่ามหัศจรรย์ ล้วนแต่ไม่ปรากฏว่ามีตำราในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมาแต่ก่อน นักวิทยาศาสตร์พากันคิดได้จากหลักธรรมชาติ ซึ่งปรากฏมีอยู่ในโลกนี้ทั้งสิ้น เรามาหวนคิดถึงธรรมะก็มีอยู่ตามธรรมชาติเหมือนวิทยาศาสตร์นั่นเอง เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็หมดห่วงในเรื่องการเรียนแล้วมาระลึกถึงพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ล้วนแต่ได้เรียนสำเร็จจากหลักธรรมชาติทั้งนั้นไม่ปรากฏว่าเคยมีตำรับตำรามาแต่ก่อน</p>
<p>ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ตัวเราจึงยอมโง่ทางแบบ และตำราต้นไม้บางชนิดมันนอนกลางคืนแต่ตื่นกลางวัน บางชนิดก็นอนกลางวันแต่ตื่นกลางคืน สัตว์ป่าก็เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังได้ความรู้จากพฤกษชาติ ซึ่งมันคลายรสในตัวของมันออก บางชนิดก็เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย บางชนิดก็เป็นโทษแก่ร่างกาย อาทิเช่น บางคราวเราเป็นไข้เมื่อเข้าไปอยู่ใต้ต้นไม้บางชนิดอาการไข้ก็หายไป บางคราวเราสบายดี แต่พอเข้าไปอยู่ใต้ต้นไม้บางชนิด ธาตุก็เกิดแปรปรวน บางคราวเราหิวข้าวหิวน้ำ แต่พอเข้าไปอยู่ใต้ต้นไม้บางชนิด อาการหิวเหล่านั้นก็หายไป การได้ความรู้ต่างๆ จากพฤกษชาติเช่นนี้ เป็นเหตุให้นึกถึงแพทย์แผนโบราณ ซึ่งนิยมสร้างรูปฤาษีไว้เป็นที่เคารพบูชา ฤาษีนั้นไม่เคยได้เรียนตำรายามาแต่ก่อน แต่มีความสามารถสอนแพทย์แผนโบราณให้รู้จักยารักษาโรคได้ โดยวิธีการเรียนธรรมชาติโดยทางจิตเหมือนอย่างตัวเรานี้เอง น้ำ พื้นแผ่นดินหรืออากาศธาตุก็เช่นเดียวกัน</p>
<p>ฉะนั้น เมื่อทราบเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ เราก็ไม่ค่อยจะสนใจในเรื่องยารักษาโรค คือเห็นว่ามันมีอยู่ทั่วไป ส่วนที่ว่าเรารู้หรือไม่รู้ อันนี้เป็นเรื่องของตัวเราเอง นอกจากนั้นยังมีคุณความดีอย่างอื่นที่จะต้องบริหารตัวเอง นั่นคืออำนาจแห่งดวงจิตที่สามารถทำให้สงบระงับลงได้เท่าไร ก็ยื่งมีคุณภาพสูงขึ้นไปยิ่งกว่านี้อีกหลายสิบเท่า ซึ่งเรียกว่า&#8221;ธรรมโอสถ&#8221;</p>
<p>สรุปแล้ว คุณประโยชน์ที่ได้รับในเรื่องการอยู่ป่าที่สงัดเพื่อปฏิบัติทางจิตนี้ เห็นจริงตัดข้อสงสัยในคำสอนของพระตถาคตได้เป็นข้อๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงยอมปฏิบัติตนเพื่อ&#8221;วิปัสสนาธุระ&#8221;ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่</p>
<p>ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเนื่องในการได้ปฏิบัติทางจิตนี้ ถ้าจะนำมาพรรณนาก็มีอยู่มากมายแต่จะขอกล่าวแต่เพียงสั้นๆ เสมอเพียงเท่านี้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ธรรมโอวาท</span></strong></p>
<p>- คนที่จะพ้นตาย ต้องทำตนเหมือนคนตาย<br />
- คนกลัวตายจะต้องตายอีก<br />
- ผู้ที่จะพ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ ผู้ที่จะพ้นจากชาติต้องรู้เรื่องของตัว จึงจะเป็นไปได้<br />
- ถ้าทุกคนมีความคิดเห็นถูกต้อง การปฏิบัตินั้นเป็นเหตุไม่เหลือวิสัย<br />
- ขณะเรานั่งสมาธิหลับตาภาวนานั้น ก็ให้หลับแต่ตา ส่วนใจเราต้องให้สว่างไสว</p>
<p>ผู้จะต้องถึงมรรคผลนิพพานได้นั้น จะต้องทำทางใจ ถ้าไม่ทำทางนี้แล้ว จะทำการกุศลสักเท่าไร ก็ถึงมรรคผลนิพพานไม่ได้ นิพพานนี้จะต้องถึงด้วยข้อปฏิบัติทางใจเท่านั้น ที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลเป็นเหตุแห่งสมาธิ สมาธิเป็นเหตุแห่งปัญญา ปัญญาเป็นเหตุแห่งวิมุตติ สมาธิเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นที่ตั้งแห่งปัญญาและญาณ อันเป็นองค์สำคัญของมรรค แต่จะขาดสมาธิไม่ได้ถ้าขาดแล้วก็ได้แต่จะคิดๆ นึกๆ เอา ฟุ้งซ่านไปต่างๆ ปราศจากหลักฐานสำคัญ</p>
<p>สมาธิเปรียบเหมือนตะปู ปัญญาเปรียบเหมือนค้อนที่ตอกตะปู ถ้าตะปูเอียงไปค้อนก็ตีผิดๆ ถูกๆ ตะปูนั้นก็ไม่ทะลุกระดานนี้ฉันใด ใจเราจะบรรจุธรรมชั้นสูงทะลุโลกได้จะต้องมีสมาธิเป็นหลักก่อน แล้วจึงเกิดญาณ ญาณนี้จะได้แต่คนทำสมาธิเท่านั้น ส่วนปัญญาย่อมมีอยู่ทั่วไปแก่คนทั้งหลาย แต่ไม่พ้นจากโลกได้เพราะขาดญาณ ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรสนใจ อันเป็นทางพ้นทุกข์ถึงสุขอันไพบูลย์</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัจฉิมบท</span> </strong></p>
<p>ฉะนั้น ชีวิตความเป็นมาของตน ก็ได้คิดมุ่งอยู่อย่างนี้เรื่อยมา นับตั้งแต่ได้ออกปฏิบัติในทางวิปัสสนากรรมฐานมาแต่ พ.ศ.2469 จนถึง พ.ศ.2502 นี้ได้อบรมสั่งสอนหมู่คณะสานุศิษย์ในจังหวัดต่างๆ ได้สร้างสำนักให้ความสะดวกแก่พุทธบริษัท เช่น จังหวัดจันทรบุรี 11 สำนัก การสร้างสำนักนี้มีอยู่ 2 ทาง คือ</p>
<p>1. เมื่อลูกศิษย์ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น ยังไม่สมบูรณ์ก็ช่วยเป็นกำลังสนับสนุน<br />
2. เมื่อเพื่อนฝูงได้ดำริสร้างขึ้นยังไม่สำเร็จ บางแห่งก็ขาดพระ ก็ได้ส่งพระที่เป็นศิษย์ไปอยู่ประจำต่อไป มีบางสำนักครูบาอาจารย์ได้ไปผ่านและสร้างขึ้นไว้แต่กาลก่อน ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมและอบรมหมู่คณะเรื่อยมา จนบัดนี้ จังหวัดจันทบุรีมี 11 แห่ง นครราชสีมามีสำนักปฏิบัติ 2-3 แห่ง ศรีสะเกษ 1 แห่ง สุรินทร์ก็มีเพื่อนกรรมฐานทั้งนั้น อุบลราชธานีมีหลายแห่ง นครพนม สกลนคร อุดรธานี ขอนแก่น เลย ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี ระยอง ตราด ลพบุรี ชัยนาท ตาก นครสวรรค์ พิษณุโลก เป็นวัดที่ผ่านไปอบรมชั่วคราว ไม่มีสำนัก สระบุรีมี 1 แห่ง อุตรดิตถ์ก็เป็นจุดผ่านไปอบรม ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ นครนายก นครปฐม ได้ผ่านไปอบรมชั่วคราวยังไม่มีสำนัก ราชบุรีได้ผ่านไปอบรมยังไม่มีสำนัก เพชรบุรี มีพระเณรเพื่อนฝูงตั้งสำนักไว้บ้าง ที่ประจวบคีรีขันธ์ได้เริ่มสร้างสำนักที่อำเภอหัวหิน ชุมพรมีสำนักอยู่ 2-3 แห่ง สุราษฎร์ธานี ผ่านไปอบรมชั่วคราวไม่มีสำนัก นครศรีธรรมราช ก็ผ่านไปอบรมมีสำนักขึ้นก็รกร้างไป พัทลุง มีศิษย์ผ่านไปอบรมยังไม่มีสำนัก สงขลามีสำนักที่วิเวกหลายแห่ง ยะลา มีศิษย์ไปเริ่มอบรมไว้เป็นพื้น และได้เคยไปอบรม 2 ครั้ง</p>
<p>ระหว่างออกพรรษาได้สัญจรไปเยี่ยมศิษย์เก่าๆ ของครูบาอาจารย์ที่เคยไปพักผ่อนมาแล้วก็ได้ไปอยู่เสมอมิได้ขาด บางคราวก็ได้หลบหลีกไปบำเพ็ญประโยชน์ส่วนตัวบ้าง นับตั้งแต่ได้อุปสมบทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2468 แต่มาสวดญัตติใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2470 จำเดิมแต่นั้นมาปีแรกที่ได้สวดญัตติแล้วได้อยู่จำพรรษาที่จังหวัดอุบลราชธานี 6 พรรษา มาจำพรรษาวัดสระปทุมพระนคร 3 พรรษา ไปจำพรรษาอยู่ที่เชียงใหม่ 2 พรรษา จำพรรษาที่จังหวัดนครราชสีมา 2 พรรษา จังหวัดปราจีนบุรี 1 พรรษา มาสร้างสำนักที่จันทรบุรี จำพรรษาอยู่ 14 พรรษา ต่อจากประเทศอินเดียผ่านประเทศพม่า ไปจำพรรษาที่วัดควนมีด จังหวัดสงขลา 1 พรรษา จากนั้นได้จำพรรษาที่วัดบรมนิวาส 3 พรรษา สมเด็จพระมหาวีรวงส์ (อ้วน) มรณภาพแล้วได้ออกไปจำพรรษาอยู่วัดอโศการาม 4 พรรษา พรรษาที่ 4 นี้ตรงกับปี พ.ศ. 2502 หลวงพีอเริ่มอาพาธหนัก ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2502 กระทั่ง พ.ศ. 2504 ท่านจึงถึงแก่มรณภาพในวันที่ 26 เมษายน 2504 รวมอายุ 54 ปี 3 เดือน</p>
<p align="right">ที่มา : www.buddhismthailand.com/ariyasong/lee.php</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b5-%e0%b8%98%e0%b8%a1%e0%b8%ba%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b9%82/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ba%e0%b8%97</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ba%e0%b8%97#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 14:58:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=72</guid>
		<description><![CDATA[<p style="text-align: left;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p>ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p>หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นบุตรของ คุณพ่อคำฝอย วรบุตร ลูกชายเจ้าเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ประเทศลาว และ เจ้าแม่นางกวย (สุวรรณภา) วรบุตร ธิดาของผู้มีอันจะกินเขตเมืองเลย</p>
<p>ท่านถือกำเนิดเมื่อ วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2444 เวลารุ่งอรุณจวนสว่าง ได้ชื่อว่า วอ มีพี่สางต่างบิดา 1 คน และ น้องชายร่วมบิดามารดาอีก 1 คน</p>
<p>เมื่อเข้าโรงเรียน ท่านมีนิสัยช่างซักช่างเจรจา ออกความเห็นเหมือน ครูบา จึงถูกเรียกว่า บา ท่านมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดศรีสะอาดจนจบชั้นประถมปีที 3 ซึ่งขณะนั้นถือเป็นการศึกษาชั้นสูงสำหรับเมืองชายแดน</p>
<p>ต่อมาท่านได้ทำงานเป็นเสมียนกับพี่เขยที่เป็นสมุห์บัญชีสรรพากร อำเภอเชียงคาน และเมื่อปี 2464 ได้ย้ายไปทำงานที่อำเภอแซงบาดาล (ธวัชบุรี) และที่ห้องอัยการภาค จังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยการอุปถัมภ์ของอัยการภาคร้อยเอ็ด</p>
<p>ขณะที่อยู่ที่เชียงคาน ด้วยวัยหนุ่มคะนอง มีการติดต่อกับฝรั่งฝั่งลาว ท่านจึงรู้จักวิธีผสมสุราอย่างฝรั่งเศส และศึกษาศาสนาคริสต์อยู่ 5 ปี จนคุณพระเชียงคาน ลุงของท่าน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-full wp-image-70" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/011.gif" alt="" width="66" height="80" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-71" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/022.gif" alt="" width="142" height="24" /></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></strong></p>
<p>หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นบุตรของ คุณพ่อคำฝอย วรบุตร ลูกชายเจ้าเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ประเทศลาว และ เจ้าแม่นางกวย (สุวรรณภา) วรบุตร ธิดาของผู้มีอันจะกินเขตเมืองเลย</p>
<p>ท่านถือกำเนิดเมื่อ วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2444 เวลารุ่งอรุณจวนสว่าง ได้ชื่อว่า วอ มีพี่สางต่างบิดา 1 คน และ น้องชายร่วมบิดามารดาอีก 1 คน</p>
<p>เมื่อเข้าโรงเรียน ท่านมีนิสัยช่างซักช่างเจรจา ออกความเห็นเหมือน ครูบา จึงถูกเรียกว่า บา ท่านมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดศรีสะอาดจนจบชั้นประถมปีที 3 ซึ่งขณะนั้นถือเป็นการศึกษาชั้นสูงสำหรับเมืองชายแดน<span id="more-72"></span></p>
<p>ต่อมาท่านได้ทำงานเป็นเสมียนกับพี่เขยที่เป็นสมุห์บัญชีสรรพากร อำเภอเชียงคาน และเมื่อปี 2464 ได้ย้ายไปทำงานที่อำเภอแซงบาดาล (ธวัชบุรี) และที่ห้องอัยการภาค จังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยการอุปถัมภ์ของอัยการภาคร้อยเอ็ด</p>
<p>ขณะที่อยู่ที่เชียงคาน ด้วยวัยหนุ่มคะนอง มีการติดต่อกับฝรั่งฝั่งลาว ท่านจึงรู้จักวิธีผสมสุราอย่างฝรั่งเศส และศึกษาศาสนาคริสต์อยู่ 5 ปี จนคุณพระเชียงคาน ลุงของท่าน เรียกท่านว่า เซนต์หลุย หรือ หลุย ท่านจึงถูกเรียกชื่อว่า หลุย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา</span></strong></p>
<p>ชีวิตราชการของท่านไม่ค่อยราบรื่นนัก ท่านจึงรู้สึกอึดอัดใจในชีวิตฆราวาสอย่างยิ่งประกอบกับรู้สึกเบื่อหน่ายกับการต้องคลุกคลีอยู่กับการจัดอาหารในงานเลี้ยงที่ต้องมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คิดอยากบวชเพื่อแผ่บุญกุศลไปให้สรรพสัตว์ที่ตายไปแล้ว ท่านจึงตัดสิ้นใจลาออกจากชีวิตราชการเข้าสู่พิธีอุปสมบท เป็นพระมหานิกาย ณ อำเภอแซงบาดาล จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปีพุทธศักราช 2466 โดยมีอัยการภาคเป็นเจ้าภาพบวชให้</p>
<p>ระหว่างพรรษาแรกที่ธวัชบุรี ท่านได้พยายามศึกษาพระธรรมวินัย ทั้งปริยัติธรรมและปฏิบัติ ครั้นถึงคราวออกพรรษา ท่านได้ลาพระอุปัชฌาย์ไปเข้าร่วมการคัดเลือกเกณฑ์ทหารที่จังหวัดเลย และได้เดินทางไปนมัสการพระธาตุพนม ที่จังหวัดนครพนม ระหว่างทางได้พบพระธุดงค์กัมมัฏฐานรูปหนึ่งมาจากอำเภอโพนทอง รู้สึกถูกอัธยาศัยซึ่งกันและกัน ท่านได้ร่วมถวายภาวนาเป็นพุทธบูชา ณ ลานพระธาตุพนมตลอดคืน บังเกิดความอัศจรรย์ กายลหุตา จิตลหุตา คือ กายเบา จิตเบา จึงตั้งสัจจาอธิษฐานว่าจะบวชกัมมัฏฐานตลอดชีวิต</p>
<p>ระหว่างทางสู่จังหวัดเลย เมื่อมาถึงบ้านหนองวัวซอ ท่านได้มีโอกาสฟังธรรมเทศนาจาก ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวโร รู้สึกเลื่อมใสมาก จึงขอถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ได้แนะนำให้ขอญัตติเป็นธรรมยุตที่จังหวัดเลย หลังจากเกณฑ์ทหารแล้วท่านจึงได้ขอญัตติจตุตถกรรมใหม่ เป็นพระธรรมยุตที่วัดศรีสะอาด อำเภอเมือง จังหวัดเลย</p>
<p>ต่อมาท่านได้กลับมาอยู่กับ พระอาจารย์บุญ ที่วัดหนองวัวซอ และติดตามไปวัดพระพุทธบาทบัวบก ซึ่ง ณ ที่นี้เอง ท่านได้พบกับ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และอยู่ปฏิบัติรับฟังโอวาทจาก พระอาจารย์เสาร์ โดยมี พระอาจารย์บุญ เป็นพระพี่เลี้ยง จากนั้น ก็ได้ไปกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มหาเถระที่ท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ได้อยู่อบรมรับฟังโอวาทและฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์มั่น จวบจนเข้าพรรษา จึงกลับมาจำพรรษาต่อกับ พระอาจารย์เสาร์ ที่วัดพระพุทธบาทบัวบก</p>
<p>ในพรรษานี้ ท่านได้ภาวนาจนจิตรวมแล้วเกิดอาการสะดุ้ง พระอาจารย์บุญ จึงให้ญุตติจตุถกรรมใหม่ที่ วัดโพธิสมพรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2468 โดยมี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เมื่อครั้งเป็นพระครูสังฆวุฒิกรป็นพระอุปัจฌาย์ และ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญญาวโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์<br />
ท่านจึงได้บวชถึง 3 ครั้ง คือ ปี 2466, 2467 และ 2468</p>
<p>พรรษาที่ 1-6 ( พ.ศ. 2468-2473) ท่านจำพรรษาอยู่กับ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ พ.ศ.2468 จำพรรษา ณ วัดพระบาทบัวบก อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2469-2473 จำพรรษา ณ วัดป่าหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันมีชื่อว่า วัดบัญญานุสรณ์) และในปี พ.ศ. 2473 พระอาจารย์บุญ ปญฺญวุโธ มรณภาพ ซึ่งในปีนี้ ท่านได้จำพรรษาอยู่ร่วมกับ หลวงปู่ขาว อนาลโย และ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม<br />
พรรษาที่ 7-8 พ.ศ. 2474 ท่านจำพรรษาที่วัดป่าบ้างเหล่างา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น (ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิเวกธรรม) ร่วมกับ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญพโล พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์ชอบ ฐานสโมและหลวงปู่ฝั้น อาจาโร</p>
<p>ปี พ.ศ. 2475 ได้ร่วมกับคณะไปส่งสตรีกัมมัฏฐานที่ นครราชสีมา และ ร่วมสร้างวัดป่าสาลวัน และได้จำพรรษาที่ วัดป่าศรัทธา ร่วมกับ พระอาจารย์มหาปิ่น พระอาจารย์ภูมี จิตฺตธมฺโม พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ พระอาจารย์คำดี ปภาโส</p>
<p>พรรษาที่ 9-10 (พ.ศ.2476-2477) ท่านได้ร่วมเดินธุดงค์กับ พระอาจารย์เสาร์ และได้วิชาม้างกายจากท่านอาจารย์ ในปีนี้ท่านได้จำพรรษา ณ ถ้ำบ้านโพนงาม-หนองสะไน ตำบลผักคำภู อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร<br />
พรรษาที่ 11 (พ.ศ.2478) เป็นปีที่สร้างวัดป่าหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หรือ วัดภูริทัตตถิราวาส และท่านได้ออกอุบายให้ชาวบ้าน อาราธนานิมนต์ ท่านพระอาจารย์ฝั้น มาจำพรรษาที่นี่นานถึง 5 ปี<br />
พรรษาที่ 12 (พ.ศ.2479) อยู่จำพรรษากับ พระอาจารย์เสาร์ ณ วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร<br />
พรรษาที่ 13-14 (พ.ศ.2480-2481) กลับมาสู่แผ่นดินถิ่นกำเนิด จำพรรษา ณ ป่าช้าหนองหลางฝาง ถ้ำผาปู่ และ ถ้ำผาบิ้ง จังหวัดเลย<br />
พรรษาที่ 15 (พ.ศ.2482) ธุดงค์แสวงหาที่ว่างปฏิบัติธรรมในเขตป่าดงเถื่อนถ้ำ จังหวัดเลย จำพรรษา ณ ถ้ำผาปู่ และ พักเจริญธรรมบ้านหนองบง<br />
พรรษาที่ 16 (พ.ศ.2483) เกิดอัศจรรย์ในดวงจิต จำพรรษา ณ โพนสว่าง อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร (โพนงาม. หนองสะไน) ได้โสรจสรงอมฤตธรรม ครั้นออกพรรษา ได้ไปนมัสการ หลวงปู่มั่น ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี<br />
พรรษาที่ 17-19 ใน พ.ศ.2484 ได้ร่วมอยู่ในรัศมีบารมีบูรพาจารย์ ขณะที่ หลวงปู่มั่น จำพรรษา ที่โนนนิเวศน์</p>
<p>พ.ศ.2485-2486 จำพรรษาที่ บ้านอุ่นโคก และ ป่าใกล้วัด ป่าบ้านนามน จังหวัดสกลนคร</p>
<p>พรรษา ที่ 20-25 ใน พ.ศ.2487-2488 ทำหน้าที่เปรียบได้ดังนายทวารบาล แห่งบ้านหนองผือ จำพรรษา ณ บ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร</p>
<p>พ.ศ.2489-2490 จำพรรษา ณ บ้านอุ่นดง จังหวัดสกลนคร<br />
พ.ศ. 2491 จำพรรษา ณ บ้านโคกมะนาว จังหวัดสกลนคร<br />
พ.ศ. 2492 จำพรรษา ณ บ้านห้วยป่น ตำบลนาใน อำเภอพรรณนิคม สกลนคร ขณะที่หลวงปู่มั่น จำพรรษาช่วงปลายชีวิต ณ วัดป่าหนองผือ ท่านจึงอยู่พรรษากับบูรพาจารย์ใหญ่ ในช่วงนี้ โดย เฉพาะในปีนี้ มี พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอาจารย์มนู พระอาจารย์อ่อนสา พระอาจารย์เนตร ตนฺติสีโล พระอาจารย์วัน อุตฺตโมร่วมจำพรรษาด้วย</p>
<p>พรรษาที่ 26-31 พ.ศ.2493 หลังจากประทีปแก้วของพระกัมมัฏฐานได้ดับลง ณ วัดป่าสุทธาวาส เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2492 และได้ถวายเพลิงในต้นปี 2493 หลังจากนั้น ท่านได้ออกธุดงค์เรื่อยไป จำพรรษาที่วัดศรีพนมมาศ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย</p>
<p>พ.ศ. 2494 จำพรรษา ณ ถ้ำพระนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร<br />
พ.ศ. 2495 จำพรรษา ณ วัดป่าเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น กับ เจ้าคุรอริยคณาธาร<br />
พ.ศ. 2496 จำพรรษา ณ วัดดอนเลยหลง อำเภอเมือง จังหวัดเลย และถ้ำผาปู่<br />
พ.ศ. 2497 จำพรรษา ณ บ้านไร่ม่วง (วัดป่าอัมพวัน) กับ หลวงปู่ชา อจฺตฺโต ผู้เคยร่วมธุดงค์กันหลายครั้ง และในปีนี้ ด้มาที่ท่าแพ อำเภอเมือง จังหวัดเลย<br />
พ.ศ. 2498 จำพรรษา ณ สวนพ่อหนูจันทร์ บ้านฝากเลย จังหวัดเลย</p>
<p>พรรษาที่ 32 พ.ศ.2499 อยู่บ้านกกกอก ตำบลหนองงิ้ว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย (ปัจจุบัน คือ วัดปริตตบรรพต) และ ผจญพญานาคที่ภูบักบิด<br />
พรรษาที่ 33-35 พ.ศ.2500 จำพรรษาร่วมกับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ณ วัดป่าแก้วชุมพล สว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร</p>
<p>พ.ศ. 2501-2502 ร่วมจำพรรษา และ ร่วมสร้าง วัดถ้ำกลองเพล กับ หลวงปู่ขาว</p>
<p>พรรษาที่ 36 พ.ศ. 2503 จำพรรษา ณ ถ้ำมโหฬาร ตำบลหนองหิน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย และ ในเขตป่าเขาถ้ำเถื่อน ในเขตจังหวัดเลย<br />
พรรษาที่ 37 พ.ศ. 2504 จำพรรษา ณ ถ้ำแก้งยาว บ้านโคกแฝก ตำบลผาน้อย อำเภอสะพุง จังหวัดเลย ในปีนี้ ได้พบงูใหญ่มาอยู่ใต้แคร่<br />
พรรษาที่ 38 พ.ศ. 2505 จำพรรษาที่ เขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น<br />
พรรษาที่ 39 พ.ศ. 2506 ได้อุบายธรรม เนื่องจากการจำพรรษากับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ณ ถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู<br />
พรรษาที่ 40 พ.ศ.2507 จำพรรษาที่ บ้านกกกอก ตำบลหนองงิ้ว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย<br />
พรรษาที่ 41-42 พ.ศ.2508-2509 เสวยสุขจำพรรษา ณ ถ้ำผาบิ้งบ้านนาแก ตำบลผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย<br />
พรรษาที่ 43-48 พ.ศ. 2510-2515 จำพรรษา ณ ถ้ำผาบิ้ง สร้างวัดผาบิ้งและเริ่มรับนิมนต์โปรดพุทธชนภาคอื่นๆ ขณะมีอายุกว่า 70 ปีแล้ว<br />
พรรษาที่ 49-50 พ.ศ. 2516-2517 กลัปไปบูรณะ บ้านหนองผือ และถ้ำเจ้าผู้ข้า อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร<br />
พรรษาที่ 51 พ.ศ. 2518 จำพรรษา ร สวนบ้านอ่าง อำเภอบะขาม จังหวัดจันทบุรี เพื่อโปรดชาวภาคตะวันออก<br />
พรรษาที่ 52 พ.ศ.2519 เดินทางไปโปรดชาวภาคใต้ และ จำพรรษา ณ วัดกุมภีร์บรรพต นิคมควนกาหลง จังหวัดสตูล วัดควนเจดีย์ จังหวัดสงขลา<br />
พรรษาที่ 53-57 โปรยปรายสายธรรม</p>
<p>พ.ศ.2520 จำพรรษาที่ สวนปทุมธานี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี<br />
พ.ศ. 2521 จำพรรษาที่ วัดป่าหนองแซง อำเภอหนองวัวซอ อุดรธานี<br />
พ.ศ. 2522 จำพรรษาที่ โรงนายาแดง คลอง 16 อำเภอองครักษ์ นครนายก<br />
พ.ศ. 2523 จำพรรษาที่ วัดอโศการาม อำเภอเมือง สมุทรปราการ<br />
พ.ศ. 2524 จำพรรษา ณ ที่พักสงฆ์ บ้านคุณประเสริฐ โพธิ์วิเชียร อำเภอศรีราชา ชลบุรี</p>
<p>พรรษาที่ 58 พ.ศ.2525 พิจารณาธาตุขันธ์จะแตกดับ จำพรรษา ณ ถ้ำเจ้าผู้ข้า อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร<br />
พรรษาที่ 59-65 (พ.ศ.2526-2532) เป็นช่วงแสงตะวันลำสุดท้ายของชีวิต ในช่วงปี พ.ศ. 2526-2528 ท่านจำพรรษาที่ วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) กิ่งอำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย</p>
<p>พ.ศ. 2529-2532 จำพรรษาที่พักสงฆ์ ก.ม.27 ดอนเมือง กรุงเทพมหานครกับ ที่พักสงฆ์เย็นสุดใจ อำเภอท่าหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์</p>
<p>ในบรรดาศิษย์ของ หลวงปู่มั่น นั้น หลวงปู่หลุย เป็นผู้ทีสันโดษ มักน้อย ประหยัดมัธยัสถ์ที่สุด ท่านเป็นผู้ละเอียดละออมาก เป็นนักจดบันทึก มีบันทึกหลายสิบเล่มเกี่ยวกับหลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นประโยชน์มากต่อการค้นคว้าศึกษาสำหรับสาธุชนคนรุ่นหลังรวมทั้ง ธรรมโอวาท ของท่านเองด้วย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ธรรมโอวาท</span></strong></p>
<p>ธรรมเทศนาของหลวงปู่มีมากมายหลายร้อยหลายพันกัณฑ์ เพราะท่านได้เทศน์โปรดญาติโยมลูกศิษย์มากกว่าครึ่งศตวรรษ และกระทำเรื่อยมาจนกระทั่งคืนสุดท้าย ก่อนจะมรณภาพเพียงหนึ่งชั่วโมง ท่านก็ยังอบรมสั่งสอนศิษย์อยู่ ท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของ การรักษาศีล โดยเฉพาะในวันอาทิตย์ ท่านจะเน้นให้บรรดาศิษย์รักษาเพิ่มจาก ศีล 5 เป็น ศีล 8 ท่านได้อธิบายอานิสงส์ของศีลให้ฟังว่า ศีล 5 นี้ พระพุทธเจ้า ท่านมีเมตตาต่อผู้ครองเรือน ผู้รักษาศีล 5 ย่อมสำเร็จโสดาบันได้ สำหรับศีล 8 ย่อมช่วยให้สามารถสำเร็จถึงอนาคามีได้</p>
<p>พระธรรมเทศนาของท่าน จะย้ำเสมอเรื่องการบริจาคทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา ท่านมักจะเน้นเรื่องศีลอยู่เสมอ เพราะ ศีล แปลว่า ความปกติ เป็นการรักษาใจให้ปกติ อันเป็นบาทเบื้องต้นของการภาวนา หากรักษาศีลได้บริสุทธิ์ การภาวนาก็จะก้าวหน้ารวดเร็ว ผู้มีศีลย่อมต้องมีจิตใจผ่องใส เป็นที่รักของบุคคลทั้งหลาย ในสังคมที่อยู่ร่วมกันนี้ ถ้าทุกคนรักษาศีล 5 บ้านเมืองก็จะสงบราบรื่น ปราศจากขโมย ไม่มีการฆ่าฟันกัน อานุภาพแห่งศีล ย่อมรักษาตัวผู้รักษาศีล และ สังคมโดยรอบได้ หลังจากได้ฟอกจิตด้วยการรักษาศีลแล้ว การบำเพ็ญทาน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้จิตใจโน้มน้าวตัดความตระหนี่ให้มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ถึงกัน</p>
<p>ส่วนเรื่อง จิตภาวนา นั้น ท่านจะเน้นว่ามีอานิสงส์มาก ท่านกล่าวเสมอว่า กิเลสมีร้อยแปดประตู แต่พุทโธมีประตูเดียว เพราะฉะนั้น ให้ฝึกหัดปฏิบัติให้คุ้นเคย วาระที่เราจะเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ดังนั้นจงเพียรฝึกจิตให้คุ้นไว้กับพุทโธ ท่านละเอียดพิถีพิถันมากในทุกเรื่อง เป็นต้นแบบให้สาธุชนรู้จักฝึกตนให้รู้จักการกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ อย่างถูกต้อง คือ นอกจากเข่าทั้งสอง มือทั้งสอง ศอกจรดพื้น หน้าผากต้องแตะถีงพื้นด้วย จึงจะเป็นท่ากราบที่งดงาม</p>
<p>ในการกราบครั้งที่หนึ่งให้มีน้อมจิตรำลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า กราบครั้งที่สองให้นึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของท่านที่สืบต่อพระศาสนามาจนทุกวันนี้ กราบครั้งที่สามให้ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสมมติสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการกราบทุกครั้ง ต้องน้อมจิตให้รำลึกด้วยเสมอ จิตจะเอิบอาบในการบุญ จะเป็นจิตที่อ่อนน้อมควรแก่การงาน หากฝึกเช่นนี้เสมอ จะเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน ให้ดูจิตของตัวเอง ภาวนาให้จิตใจสงบ มัธยัสถ์ปัจจุบัน ม้างกายให้มาก จะช่วยให้หมดความกำหนดหลงติดในสีสันของกามวัตถุ ให้หมั่นมีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย อานิสงส์ของการช่วยชีวิตสัตว์ที่เขาจะนำไปฆ่า มีผลทำให้อายุยืน แม้ยามตกทุกข์ได้ยาก ก็จะมีคนมาช่วยเหลือ ไม่ติดคุกติดตาราง</p>
<p>หลักการม้างกาย ของท่าน คือ การพิจารณาปล่อยวางธาตุขันธ์ ส่วนการภาวนาหรือทำจิตทำใจ ให้ดูอาการของจิต ก่อนตาย อย่าไปดูอาการของเวทนา ให้ดูจิตอย่างเดียว เวลาธาตุจะตีลังกาเปลี่ยนภพ จิตจะออกจากร่าง ให้พิจารณาตามจิต จะเห็นว่า จิตจะออกจากร่างอย่างไร ไปอย่างไร จิตจะเข้าๆ ออกๆ อย่างไร จะมืดๆ สว่างๆ อย่างไร จะมีอาการเหนื่อยหอบมาก ให้กำหนดตามจิต จะเห็นอาการจิตชัด แต่หากตามไม่ทัน ก็ให้ปล่อยไปให้ได้ปัจจุบันขณะ ท่านจะย้ำเสมอว่า อย่าไปตามดูอาการของเวทนา ให้ดูจิตอย่างเดียวและ ขอให้เร่งทำความเพียร มีความสามัคคี กลมเกลียวกัน</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัจฉิมบท</span></strong></p>
<p>ในวันที่ 7 ตุลาคม 2532 ท่านรำพึงระหว่างที่พักอยู่ ณ ที่พักสงฆ์ กม.27 ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ความว่า</p>
<p>&#8220;แก่ ชรา มานานเท่าไร พึงภาวนาให้คุ้นเคยกับความตาย เพราะจะต้องตายอยู่แล้ว เตรียมตัวไว้ก่อนตาย รอรถ รอเรือ ที่จะต้องขึ้นไหสวรรค์พระนิพพาน หูยิ่งหนวกหนักเข้าทุกวัน ตายิ่งไม่เห็นหน ตีนเท้าอ่อนเพลีย หันไปหาความตายเสมอไป ถือภาวนาใน ไตรลักษณ์ ทุกขอนิจจัง อนัตตา มีเกิดแล้วย่อมมีตาย เพราะโลกไม่เที่ยงอยู่แล้ว แปรปรวนไปต่างๆ สังขารเราบอกเช่นนั้น เที่ยงแต่พระนิพพานอย่างเดียว&#8221;</p>
<p>เช้าวันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2532 หลวงปู่ยังคงเดินจงกรมตามปกติ หลังจากนั้นได้เรียกพระเณรมาขอนิสัยใหม่ แล้วท่านก็ได้อบรมธรรมะ โดยให้พระเณร ภาวนาดูจิตนเอง ภาวนาให้จิตสงบ ม้างกายให้มาก ท่านปรารภถึงความตาย จนเวลา 13.00น. ท่านเรียกพระอุปัฏฐากขึ้นไปพบและปรารภให้ฟังว่า รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ลมตีขึ้นเบื้องบน แล้วบอกให้ช่วยนวดขา ครั้นเวลาผ่านไปถึง 16.00น. อาการกำเริบหนักท่านหายใจไม่ออก พระอาจารย์อุทัย สิริธโร และ บรรดาลูกศิษย์จึงขอนิมนต์ท่านไปโรงพยาบาล แต่ท่านบอกว่า &#8220;หมอก็ช่วยไม่ได้ ขอตายที่หัวหิน ไม่ยอมเข้ากรุงเทพฯ เพราะสถานที่ไม่สงบ จะทำให้เข้าจิตไม่ทัน&#8221; ลูกศิษย์จึงไปตามแพทย์มาดูอาการและวินิจฉัยว่า เป็นอาการของโรคหัวใจ และ อาหารไม่ย่อย ตรงตามที่ท่านได้บอกกับลูกศิษย์ไว้ก่อนที่หมอจะมา</p>
<p>ท่านขอแสดงอาบัติ และ บอกบริสุทธิ์ต่อท่ามกลางสงฆ์ ด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสยิ่งพร้อมแสดงธรรม ปฏิญานปลงอายุสังขารแล้วปรารภปัจฉิมเทศนาในเรื่องการทำกิจ การภาวนา การดูอาการของจิตก่อนตาย ย้ำว่า อย่าไปตามดูอาการของเวทนา ให้ดูจิตอย่างเดียว</p>
<p>ท่านเปี่ยมล้นด้วยเมตตาธิคุณ กรุณาธิคุณ โดยไม่อ้างกาลเวลา แม้อาพาธอย่างหนักก็ยังปรารภปัจฉิมเทศนาเป็นครั้งสุดท้าย จวบจนเวลา 23.30 น. ท่านได้กล่าวว่าท่านประคองธาตุขันธ์ต่อไปไม่ไหว คงจะปล่อยวางแล้ว ขอเอาจิตอย่างเดียว และขอขอบใจที่พระเณรได้ช่วยกันอุปัฏฐากท่าน หากได้ล่วงเกินซึ่งกันและกัน ก็ขอให้อโหสิกรรมให้แก่กันและกันด้วย กระทั่งถึงเวลา 00.43น. ของ คืนวันที่ 24 ล่วงเข้าสู่ วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2532 หลวงปู่ได้กล่าวเป็นคำสุดท้ายว่า &#8220;เอาขันธ์ไว้ไม่ไหวแล้ว&#8221;</p>
<p>หลวงปู่ได้จากไปพร้อมอาการสงบด้วยสติ รวมสิริอายุได้ 88 ปี 65-67 พรรษา</p>
<p align="right">ที่มา : http://www.buddhismthailand.com/ariyasong/lius.php</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a2-%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ba%e0%b8%97/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 14:47:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=64</guid>
		<description><![CDATA[<p style="text-align: left;"></p>
<p>ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p>หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี มีนามเดิมว่า เทสก์ เรี่ยวแรง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๕ ปีขาล ณ บ้านสีดา ตำบลกลางใหญ่ จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อ อุส่าห์ เรี่ยวแรง เดิมเป็นชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หนีความทุกข์ยากมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านนางิ้ว ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มารดาชื่อ ครั่ง เป็นชาวพวน ได้อพยพหนีพวกโจรขโมยมาจากทุ่งย่างเมืองฝาง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้สมรสกับนายอุสาห์ มีบุตรธิดาด้วยกัน ๑๐ คน ท่านเป็นคนที่ ๙ ตายตั้งแต่เด็ก ๒ คน เป็นหญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง เติบโตมาด้วยกัน ๘ คน ชาย ๔ คน หญิง ๔ คน</p>
<p>เมื่อเป็นเด็กอายุได้ ๙ ขวบ ได้เรียนหนังสือภาษาไทยกับพี่ชายซึ่งบวชเป็นพระกับเด็ก ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-full wp-image-63" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/01.gif" alt="" width="66" height="80" /><img class="aligncenter size-full wp-image-65" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/021.gif" alt="" width="146" height="24" /></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></strong></p>
<p>หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี มีนามเดิมว่า เทสก์ เรี่ยวแรง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๕ ปีขาล ณ บ้านสีดา ตำบลกลางใหญ่ จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อ อุส่าห์ เรี่ยวแรง เดิมเป็นชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หนีความทุกข์ยากมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านนางิ้ว ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มารดาชื่อ ครั่ง เป็นชาวพวน ได้อพยพหนีพวกโจรขโมยมาจากทุ่งย่างเมืองฝาง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้สมรสกับนายอุสาห์ มีบุตรธิดาด้วยกัน ๑๐ คน ท่านเป็นคนที่ ๙ ตายตั้งแต่เด็ก ๒ คน เป็นหญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง เติบโตมาด้วยกัน ๘ คน ชาย ๔ คน หญิง ๔ คน<span id="more-64"></span></p>
<p>เมื่อเป็นเด็กอายุได้ ๙ ขวบ ได้เรียนหนังสือภาษาไทยกับพี่ชายซึ่งบวชเป็นพระกับเด็ก ๆ ด้วยกันกว่า ๑๐ คน และได้เรียนหนังสือประถม ก.กา มูลบทบรรพกิจ เรียนอยู่ปีกว่าพออ่านได้บ้าง แต่ยังไม่คล่อง แต่หนังสือธรรม (โดยเฉพาะธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า)อ่านได้คล่อง ต่อมาพี่ชายสึกจากพระไม่มีใครสอนเลยเลิกเรียนกันทั้งหมด แล้วได้ออกจากวัดไปช่วยงานบิดามารดา จนอายุราว ๑๓-๑๔ ปี เกิดนิมิตความฝันว่าพระธุดงค์ไล่ตีด้วยแส้วิ่งหนีเอาตัวรอดกระทั่งวิ่งเข้าห้องนอนร้องให้บิดามารดาช่วย ท่านทั้งสองก็เฉยอยู่เหมือนกับไม่มีเรื่องอะไร พระธุดงค์หวดด้วยแส้สะดุ้งตื่นเหงื่อโชกทั้งตัว ปรากฏรอยแส้ยังเจ็บแสบอยู่ หลวงปู่นึกว่าเป็นจริง ตื่นขึ้นมาจึงรู้ว่าเป็นความฝัน ต่อนั้นมาหลวงปู่ได้มีความคิดถึงเรื่องอาชีพของมนุษย์ที่กระทำกันอยู่ตั้งแต่ฝนตกดินชุ่มฉ่ำ ลงมือทำนา และเรื่องอะไรจิปาถะ ตลอดถึงปีใหม่ ลงมือทำนาอีก อย่างนี้อยู่ตลอดชีวิต มาคิดเห็นว่าเกิดมานี้แสนทุกข์ลำบากจริง ๆ ทำงานไม่มีเวลาหยุดยั้ง ซึ่งแต่ก่อนมา หลวงปู่ไม่เคยนึกคิดอย่างนี้เลยสักที มีแต่มัวเมาด้วยการเพลิดเพลินตามประสาคนชนบท</p>
<p>พระอาจารย์สิงห์<br />
ขนฺตยาคโม<br />
พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เมื่ออายุ ๑๖ปี เจ้าคุณพระญาณวิสิษฎ์ สมิทธิวีราจารย์(พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม) ได้เดินรุกขมูล มาถึงวัดบ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่อุปัฎฐากอยู่ จึงเป็นโอกาสดีที่หลวงปู่ได้มีโอกาสปฏิบัติพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาโมแต่เนื่องด้วยวัดเป็นป่าทึบไข้มาลาเรียชุกชุม พระอาจารย์สิงห์เป็นไข้อยู่ไม่ได้ จึงได้ออกไปจำพรรษาที่อื่นและได้ชักชวนหลวงปู่ ให้ไปจำพรรษากับท่านด้วยออกพรรษาแล้วพระอาจารย์สิงห์ได้กลับเมืองอุบลฯ ซึ่งเป็นถิ่นเดิมของท่าน หลวงปู่ได้ติดตามท่านไป โดยก่อนไปหลวงปู่ได้เอาดอกไม้ธูปเทียน ใส่ขันแล้วไปขอขมาโทษผู้เฒ่าผู้แก่ที่หลวงปู่คุ้นเคยซึ่งท่านเหล่านั้นก็ให้ศีลให้พรสำเร็จ ตามความปรารถนาทุกประการ</p>
<p>หลวงปู่เทสก์ ได้ติดตามพระอาจารย์สิงห์ รอนแรมไปในป่า และบ้านเล็กบ้านน้อย บางครั้งผจญกับไข้ป่าซึ่งเมื่อเป็นไข้ก็พักนอนตามร่มไม้ ไข้สางแล้วก็เดินต่อไปพร้อมกันนั้นก็ทำความเพียรภาวนาไปในตัว เป็นเวลาเดือนกว่า จึงถึงเมืองอุบลฯ หลวงปู่ได้้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระอาจารย์ลุย บ้านดงเค็งใหญ่ เป็นพระอุปัชฌาย์ บรรชาแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม จนสอบนักธรรมชั้นตรี ได้ในปีที่มีอายุครบ ๒๐ และวันที่๑๖พฤษภาคม ๒๔๖๖ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสุทัศน์อำเภอเมืองอุบลราชธานีโดยมี พระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์</p>
<p>พระมหารัฐ<br />
รัฐปาโล</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา</span></strong></p>
<p>เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงปู่ก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์นั่นเอง ในปีนั้น พระอาจารย์สิงห์ฯ ได้กลับมาจำพรรษาที่เมืองอุบลฯอีก ออกพรรษาแล้วพร้อมด้วยพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล (น้องชายของท่านอาจารย์สิงห์)และพระอีกหลายรูปด้วยกัน ได้ออกเดินรุกขมูลไปในที่ต่าง ๆ เดินตัดลัดป่าดงมูลและดงลิงซึ่งเลื่องลือในสมัยนั้นว่าเป็นป่าช้าง ดงเสือ ผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ ตลอดจนถึงจังหวัดอุดรธานี หลวงปู่ได้ผจญอันตรายและความยากลำบากต่าง ๆแต่ก็ได้รับรสชาติของการออกเที่ยวรุกขมูล<br />
พระอาจารย์เสาร์<br />
กันตสีลมหาเถร<br />
พระอาจารย์เสาร์ กันตสีลมหาเถร จนกระทั่งเดินทางถึงบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีได้พบท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อยู่ ณ ที่นั่นได้เข้าฟังธรรมเทศนาจากท่าน ได้รับความชื่นใจสงบสบายดี ได้พักอยู่กับท่าน 2-3 คืน จากนั้นท่านอาจารย์สิงห์ ได้พากลับไปจำพรรษาที่บ้านหนองลาด อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ในปีนั้นหลวงปู่ได้ทำความเพียรอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มีการทำความเพียร ภาวนาตลอดวันค่ำคืนรุ่ง พร้อมกันนั้นก็ผ่อนอาหาร ฉันน้อยที่สุดคือ ทำคำข้าวเหนียวเป็นคำๆ ตั้งแต่ 60 คำถอยลงมาโดยลำดับถึง 3 คำ ฉันอยู่ 3 วัน แล้วก็เพิ่มขึ้นโดยลำดับถึง 5 คำ ฉันอยู่ได้ 5 วัน 10 คำฉันอยู่ได้ 10 วัน 15 คำ ฉันอยู่ได้ 3 เดือน กับข้าวก็มีแต่พริกกับเกลือเท่านั้น ตลอดเวลา 3 เดือนกิจวัตรเป็นต้นว่า บิณฑบาต ปัดกวาดลานวัด และหาบน้ำ ตลอดถึงอาจารยวัตร ไม่ขาดสักวันจนกระทั่งออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นได้เรียกตัวให้ไปพบเพื่อกิจของสงฆ์บางอย่างหลังจากนั้นหลวงปู่ก็ไม่ได้กลับไป จำพรรษากับพระอาจารย์สิงห์อีก<br />
ในปี พ.ศ.2468 ซึ่งเป็นพรรษาที่ 3 ของหลวงปู่ หลวงปู่ได้จำพรรษาที่บ้านนาช้างน้ำ ซึ่งไม่ไกลจากท่าบ่อ ที่ท่านอาจารย์มั่นอยู่ หลวงปู่ได้หมั่นไปฟังเทศน์เสมอ ออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่น พร้อมด้วยคณะ ได้ออกเดินทางลงไปทางสกลนครหลวงปู่มีความคิดถึงโยมแม่ จึงได้กลับไปบ้าน เพื่อสงเคราะห์โยมแม่และได้แนะนำให้ท่านนุ่งขาวรักษาศีล 8 ด้วย หลังจากนั้นหลวงปู่ ได้รุกขมูลต่อไปอำเภอพรรณานิคมซึ่งท่านอาจารย์สิงห์จำพรรษาอยู่ ณ ที่นั่นต่อมาพระอาจารย์สิงห์ฯได้พาหมู่พระเณรไปตั้งสำนักสงฆ์ที่บ้านอากาศอำนวย อยู่ไม่นาน ท่านอาจารย์มั่นได้ตามไปถึง ท่านอาจารย์มั่นได้ให้หลวงปู่ตามท่านไปตั้งสำนักสงฆ์ที่บ้านสามผง ที่นี้หลวงปู่ได้มีโอกาสถวายการปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่นโดยท่านได้ไปนอนที่ระเบียงกุฏิ ของท่านอาจารย์ คอยถวายการปฏิบัติท่าน และได้มีโอกาสปฏิบัติความเพียรเดินจงกรม ทำความสงบฟังเทศน์จากพระอาจารย์มั่น ในพรรษาที่ 6พ.ศ. 2471 โยมพ่อของหลวงปู่ ซึ่งบวชเป็นชีปะขาวมาได้ 11 ปี ได้มาอยู่จำพรรษากับหลวงปู่ที่ถ้ำพระนาฝักหอก ทำให้เป็นโอกาสอันดี ที่หลวงปู่ได้มีโอกาสอุปการะโยมพ่อทางธรรม และโยมพ่อของท่าน ก็ได้ทำภาวนากรรมฐานอย่างสุดความสามารถของท่าน และได้ผลอย่างยิ่ง จนโยมพ่อของท่าน ได้อุทานออกมาว่า &#8220;ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตนี้พึ่งได้ซาบซึ้งในรสชาติของพระธรรมในครั้งนี้เอง&#8221; โยมพ่อท่านนั่งภาวนากัมมัฎฐานได้นานเป็นเวลาถึง 3-4 ชั่วโมงทีเดียว ซึ่งทำให้หลวงปู่ดีใจมาก ที่ได้สงเคราะห์โยมพ่อสมเจตนารมณ์</p>
<p>ต่อมาในปีนั้นโยมพ่อของหลวงปู่เกิดอาพาธ หลวงปู่ได้คอยให้สติและอุบายต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจ และถึงแก่กรรมด้วยอาการมีสติ สงบอารมณ์อยู่ตลอดจนหมดลมหายใจ หลังจากโยมพ่อของหลวงปู่ถึงแก่กรรม หลวงปู่ก็ได้อยู่คนเดียว ได้วิเวกและได้กำหนดในใจว่า &#8220;ชีวิตและเลือดเนื้อตลอดถึงข้อวัตร ที่หลวงปู่ทำอยู่ทั้งหมด ขอมอบบูชาพระรัตนตรัยเหมือนกับบุคคลเด็ดดอกไม้บูชาพระฉะนั้น&#8221; แล้วหลวงปู่ก็รีบเร่งปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า ตั้งสติกำหนดจิต มีให้คิดนึกส่งออกไปภายนอก ให้อยู่ในความสงบเฉพาะภายในอย่างเดียว ตลอดวัน ยันค่ำคืนยันรุ่ง ก่อนจะนอนตั้งสติไว้อย่างไร ตื่นมาก็ให้ได้อย่างนั้น หลวงปู่บอกว่า แม้บางครั้งนอนหลับอยู่ก็รู้สึกว่าตัวเองนอนหลับ แต่ลุกขึ้นไม่ได้ พยายามให้กายเคลื่อนไหวแล้ว จึงจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา โดยความเข้าใจในตนเองว่า จิตที่ไม่คิดนึกส่งส่ายออกไปภายนอก สงบนิ่งอยู่ ณ ที่เดียวนั่นแล คือความหมดจดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ปัญญาก็เอามาใช้ชำระใจ ที่ส่งส่ายแล้วเข้ามาหาความสงบนั่นเอง ฉะนั้นจึงไม่พยายามที่จะใช้ปัญญา พิจารณาธาตุขันธ์อายตนะ เป็นต้น หาได้รู้ไม่ว่า &#8220;กายกับจิตมันยังเกี่ยวเนื่องกันอยู่ เมื่อวัตถุหรืออารมณ์อันใดมากระทบส่วนใดส่วนหนื่งเข้าแล้ว มันจะต้องกระเทือนถึงกัน ทำให้ใจที่สงบอยู่แล้วนั้น หวั่นไหวไปตามกิเลสได้&#8221; ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ได้ย้อนกลับไปหาพี่ชายและพระอาจารย์เสาร์ที่นครพนม เนื่องจากได้ห่างจากหมู่เพื่อนและครูบาอาจารย์มาสองปีแล้ว ตั้งแต่พระอาจารย์เสาร์ และท่านอาจารย์มั่นฯ พร้อมทั้งหมู่คณะจากท่าบ่อไป</p>
<p>เมื่อไปอยู่ด้วยกับพระอาจารย์เสาร์ หลวงปู่ก็ได้ช่วยท่านอบรมญาติโยม และในปีนั้นหลวงปู่ได้ขออาราธานาให้ท่านถ่ายรูปไว้ เป็นที่ระลึก ทีแรกท่านก็ไม่ยอม พอหลวงปู่อ้อนวอนอ้างถึงเหตุผลความจำเป็น เพื่อให้บรรดาศิษยานุศิษย์และลูกหลานยุคต่อไปได้มีโอกาสกราบไหว้เคารพบูชา ท่านถึงได้ยอม ซึ่งนับเป็นประวัติการณ์ เพราะแต่ก่อนมาท่านไม่ถ่ายรูปเลย แต่กระนั้น หลวงปู่ก็ยังเกรงว่าท่านอาจารย์เสาร์จะเปลี่ยนใจ ต้องรีบให้ข้ามไปตามช่างภาพมาจากฝั่งลาว มาถ่ายให้ หลวงปู่ดีใจมาก ถ่ายภาพท่านอาจารย์เสาร์ได้แล้ว ได้แจกท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ และท่านพระครูสีลสัมปัน (ภายหลังได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณธรรมสารมุนี) รูปท่านอาจารย์เสาร์ ที่หลวงปู่จัดการถ่ายครั้งนั้น ดูเหมือนจะเป็นรูปของท่านครั้งเดียวที่มีโอกาสถ่ายไว้ได้ แม้ท่านอาจารย์มั่นก็เช่นเดียวกัน การถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเป็นเรื่องที่ท่านปฏิเสธเสมอ เมื่อหลวงปู่อาราธนาอ้อนวอนบ่อยๆ ท่านก็ว่า &#8220;ซื้อขนมให้หมากินดีกว่า&#8221; แต่เมื่อหลวงปู่อ้อนวอน ชี้แจงเหตุผลหนักเข้า สุดท้ายท่านก็ใจอ่อน ทำให้เป็นบุญของคนรุ่นหลัง ๆ ที่ได้มีโอกาส มีรูปของท่านไว้กราบไหว้สักการะ</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2475 นับเป็นพรรษาที่ 10 ของหลวงปู่ ท่านอาจารย์สิงห์ได้เรียกให้ลูกศิษย์ ที่อยู่ทางขอนแก่น ลงไปโคราช หลวงปู่ซึ่งขณะนั้นได้ออกจาการจำพรรษา ที่อำเภอพล และอยู่ที่อำเภอพลจึงได้ออกเดินทางพร้อมด้วยคณะ ไปพักที่สวนของหลวงชาญนิคมหลวงปู่ได้พาหมู่คณะจัดเสนาสนะชั่วคราวขึ้น ในเวลานั้นอากาศร้อนจัดมาก หลวงปู่ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ชอบอากาศร้อน แต่ก็ได้กัดฟันอดทนต่อสู้ทำความเพียรไม่ท้อถอย สติที่อบรมดีแล้วของหลวงปู่สงบอยู่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน วันหนึ่งจิตรวมอยู่อย่างน่าประหลาดใจ คือรวมใหญ่เข้าสว่างอยู่คนเดียว แล้วมีความรู้ชัดเจน จนสว่างจ้าอยู่ ณ ที่เดียว จะพิจารณาอะไรๆ หรือมองดูในแง่ไหนในธรรมทั้งปวง ก็หมดความลังเลสงสัยในธรรมวินัยนี้ทั้งหมด คล้ายๆกับว่า ถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวงแล้ว แต่หลวงปู่ก็มิได้สนใจในเรื่องนั้น มีแต่ตั้งใจไว้ว่า &#8220;ไฉนหนอเราจะชำระใจของเราให้บริสุทธิ์หมดจด&#8221;</p>
<p>พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถร</p>
<p>ในปี พ.ศ.2476 ซึ่งเป็นพรรษาที่ 11หลวงปู่ได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี ท่าบ่อ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ได้ปรารภกับพระครูสีลขันธ์สังวร (อ่อนสี) และชักชวนกัน ไปตามหาท่านอาจารย์มั่น ซี่งขณะนั้นปลีกหมู่หนีความวุ่นวายไปอยู่จำพรรษาที่เชียงใหม่ หลวงปู่กับพระครูสีลขันธ์สังวร (อ่อนสี) ได้เข้าไปถึงพม่าไปถึงผาฮังฮุ้งซึ่งเป็นเขตแดน ของเมืองปั่น ประเทศพม่า โดยเข้าใจว่าท่านอาจารย์มั่น คงจะไปทางนั้น แต่ก็ไม่ปรากฏวี่แวว ว่าท่านได้ไปทางนั้น การเดินทางครั้งนั้นทำให้หลวงปู่ได้มีโอกาสไปไหว้พระธาตุหล่อง ซึ่งอยู่บนผาฮังฮุ้ย ซึ่งหลวงปู่กล่าวว่า พระธาตุนี้ขึ้นไปไหว้ยากที่สุด เพราะอยู่สูงบนผาฮังฮุ้ง และทางขึ้นยากมาก หลังจากได้ไหว้พระธาตุปะหล่องแล้ว จึงได้กลับลงมา โดยเดินข้ามดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ (ดอยอ่างขางนี้เดิมเขาเรียกว่า &#8220;ดอยมหาขาง&#8221; ซึ่งชาวบ้านเขาแปลว่า &#8220;ผีหวงที่สุด&#8221; ) การเดินทางยากลำบากมาก ต้องเดินไปตามลำห้วยและหน้าผาชันมาก จนได้เกิดอุบัติเหตุเดินพลาด ก้อนหินล้มลง หินบาดฝ่าเท้าเป็นแผลเหวอะหวะ หลวงปู่ได้เอาผ้าอังสะพันแล้วเดินทางต่อไป จนกระทั่งถึงบ้านมโนราห์ มีชาวบ้านบอกว่า มีตุ๊เจ้าองค์หนึ่ง อยู่ที่ป่าเมียง แม่ปั๋ง ชื่อตุ๊เจ้ามั่น หลวงปู่ได้ถามลักษณะท่าทีและการปฏิบัติ ก็แน่ชัดว่าเป็นท่านอาจารย์มั่นแน่แล้ว จึงได้ออกเดินทางต่อไปเพื่อพบท่านอาจารย์มั่น การเดินทางได้แวะพักนอนที่ถ้ำดอกคำหนึ่งคืน แล้วเดินทางต่อจนถึงป่าเมียง แม่ปั๋ง ในเวลาบ่าย หลวงปู่และพระครูสีลขันธ์สังวร ตามไปถึงที่อยู่ของท่านอาจารย์มั่นราวบ่าย 4 โมง ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ พอท่านมองมา เห็นหลวงปู่ท่านจำได้แม่นและเรียกชื่อหลวงปู่เลย หลังจากนั้นท่านอาจารย์ ได้พักเดินจงกรม เดินเข้าไปนั่งในอาศรมของท่าน หลวงปู่และพระครูสีลขันธ์สังวร ได้เจ้าไปกราบนมัสการท่าน และกราบเรียนถามอุบายธรรมจากท่านอาจารย์มั่น ซึ่งท่านอาจารย์มั่นก็ได้เทศนาให้หลวงปู่ฟัง เป็นใจความว่า &#8220;ถ้าองค์ไหนดำเนินตามรอยของผมจนชำนิชำนาญมั่นคง องค์นั้นย่อมเจริญก้าวหน้า อย่างน้อยก็คงตัวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าองค์ไหนไม่ดำเนินตามรอยของผม องค์นั้นย่อมอยู่ไม่ทนนาน ต้องเสื่อมหรือสึกไป ผมเองหากมีภาระมากยุ่งกับหมู่คณะ การประกอบความเพียรไม่สม่ำเสมอ เพ่งพิจารณา ในกายคตาสติไม่ละเอียด จิตใจก็ไม่ค่อยจะปลอดโปร่ง การพิจารณาอย่าให้จิตหนีออกนอกกาย อันนี้จะชัดเจนแจ่มแจ้งหรือไม่ก็อย่าได้ท้อถอยเพ่งพิจารณาอยู่ ณ ที่นี่ละ จะพิจารณาให้เป็นอสุภหรือให้เห็นเป็นธาตุก็ได้ หรือจะพิจารณาให้เห็นเป็นขันธ์ หรือให้เห็น เป็นไตรลักษณ์ได้ทั้งนั้น แต่ให้พิจารณาเพ่งลงเฉพาะเรื่องนั้นจริง ๆ ตลอดอิริยาบททั้งสี่ แล้วก็มิใช่ว่าเห็นแล้วก็จะหยุดเสียเมื่อไร จะเห็นชัดดหรือไม่ชัดก็พิจารณาอยู่อย่างนั้นแหละ เมื่อพิจารณาอันใดชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยใจตนเองแล้ว สิ่งอื่นนอกนั้นจะมาปรากฏชัด ในทีเดียวกันดอก&#8221; หลวงปู่ได้น้อมนำเอาธรรมะนั้นมาปฏิบัติตาม ใช้เวลาปรารภความเพียร อยู่ด้วยความไม่ประมาทสิ้นเวลา 6 เดือน โดยไม่มีความเบื่อหน่าย ใจได้รับความสงบ และเกิดอุบายเฉพาะตนขึ้นมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นเพียงสักแต่ว่าเป็นธาตุสี่เท่านั้น แต่คนเราไปสมมุติแล้วหลงสมมติตนเองต่างหาก มันจึงต้องยุ่งและเดือดร้อน ด้วยประการทั้งปวง&#8221; การได้อุบายครั้งนี้ทำให้หลวงปู่มีจิตหนักแน่นมั่นคง ผิดปกติกว่าเมื่อก่อนๆมาก แล้วก็เชื่อมั่นในตัวเองว่า เดินถูกทางแล้ว แต่ก็ไม่ได้กราบเรียนท่านอาจารย์มั่น เพราะเชื่อมั่นในอุบายนี้ และคิดว่า จะกราบเรียนท่านอาจารย์มั่นเมื่อไรก็คงได้ ในปีนั้นหลวงปู่ทั้งสามรูป (ท่านอาจารย์มั่น, หลงปู่เทสก์, พระครูสีลขันธ์สังวร) ได้อยู่จำพรรษา ณ ที่นั้น ในปีนั้นอากาศหนาวเย็นมากเป็นพิเศษ หลวงปู่จึงได้ทำโรงไฟให้ท่านอาจารย์มั่นนอน</p>
<p>ต่อมาหลวงปู่ได้เดินทางกลับมาท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และอยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี ระหว่างพรรษาที่ 17-25<br />
(พ.ศ.24842-90) ณ. ที่กลับมาอยู่วัดอรัญญวาสีได้ 2พรรษา คือระหว่างปี พ.ศ.2484-2485 หลวงปู่ ได้พาญาติโยมไปสร้างสำนักขึ้นที่ทิศตะวันตกของ บ้านกลางใหญ่ ซึ่งยังคงเป็นสำนักถาวร มีพระเณรอยู่จำพรรษาตลอดมาทุกปีมิได้ขาด จนทุกวันนี้ ชื่อว่า &#8220;วัดนิโรธรังสี&#8221; ขณะที่หลวงปู่อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี ท่าบ่อ เป็นเวลานานครั้งแรกถึง 9 ปี หลวงปู่ได้เล่าว่า เมื่อก่อนหลวงปู่ไม่สนใจในการก่อสร้างเพราะถือว่าเป็นเรื่องยุ่ง และไม่ใช่กิจของสมณะ ผู้บวชจำต้องประพฤติเฉพาะสมณกิจเท่านั้น แต่เมื่อมาอยู่ที่วัดนี้แล้ว มองดูเสนาสนะที่อยู่อาศัยล้วนแต่เป็นมรดกของครูบาอาจารย์ ได้ทำไว้ให้อยู่ทั้งนั้น แล้วมาค้นคิดถึงพระวินัยบางข้อ ท่านอนุญาตให้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะได้ จึงเกิดความละอายใจว่า มานอนกินของเก่าเฝ้าสมบัติเดิมของครูบาอาจารย์แท้ๆ ต่อจากนั้นหลวงปู่จึงได้เริ่มพาญาติโยมทำการก่อสร่างมาจนกระทั่งบัดนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่า ณ ที่ใด ๆ หลวงปู่ไม่เคยทำการเรี่ยไรมาก่อสร้างเลย ด้วยละอายแก่ใจ มีก็ทำ ไม่มีก็ไม่ทำ แล้วก็ไม่ยอมติดในงาน ถึงงานไม่เสร็จเมื่อทุนไม่มีก็ทิ้งได้โดยไม่มีเยื่อใย และขณะอยู่ที่วัดอรัญญวาสีที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ออกพรรษาเมื่อ พ.ศ.2490 โยมมารดาของหลวงปู่ป่วยอยู่ที่บ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ หลวงปู่ก็ได้พยาบาลโยมมารดา ด้วยธรรมโอสถและยาภายนอกจนสุดกำลัง แต่เนื่องจากโยมมารดาอายุมากแล้วได้ 82 ปี อาการจึงมีแต่ทรุดลง ๆ แต่ด้านจิตใจ หลวงปู่ได้พยาบาลรักษาให้อยู่ในความสงบอย่างยิ่ง จนวาระสุดท้าย<br />
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์<br />
(พิมพ์ ธมฺมธโร) พรรษาต่อมาหลวงปู่ได้ลาท่านอาจารย์มั่น ขึ้นไปจำพรรษาที่บ้านมูเซอร์อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในที่นั้นไม่เคยมีพระไปจำพรรษาเลยสักที ต่อมาในปี พ.ศ 2481 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ ได้สั่งให้หลวงปู่ ไปเป็นสมภารที่วัดหมู่บ้านชาวมอญ ชื่อบ้านหนองดู่ เขตอำเภอปากบ่อง (อำเภอป่าซางปัจจุบัน) จังหวัดลำพูน ในพรรษานี้หลวงปู่ได้เทศนาอบรมชาวมอญทั้งหมู่บ้าน จนพวกเขาเลื่อมใสศรัทธา ได้พากันสละผีมอญ เกือบทั้งหมดหมู่บ้านหันมานัยถือพระไตรสรณคมน์ ยังเหลืออีกก๊กหนื่งจะหมด แต่หลวงปู่ไม่มีโอกาสอยู่ได้ ออกจากวัดบ้านหนองดู่ กลับมาภาคอีสาน ก่อนจะกลับได้ไปนิมนต์ท่านอาจารย์มั่น ให้กลับมาภาคอีสานอีกวาระหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์มั่นได้บอกว่า&#8221;ดูกาลก่อน&#8221;หลวงปู่ได้ลาท่านอาจารย์มั่นกลับมาเพียงผู้เดียว ส่วนพระครูสีลขันธ์สังวร ยังอยู่ติดตามท่านอาจารย์มั่น</p>
<p>ต่อมาหลวงปู่ได้เดินทางกลับมาท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และอยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี ระหว่างพรรษาที่ 17-25 (พ.ศ.24842-90) ณ. ที่กลับมาอยู่วัดอรัญญวาสีได้ 2พรรษา คือระหว่างปี พ.ศ.2484-2485 หลวงปู่ได้พาญาติโยมไปสร้างสำนักขึ้นที่ทิศตะวันตกของ บ้านกลางใหญ่ ซึ่งยังคงเป็นสำนักถาวร มีพระเณรอยู่จำพรรษาตลอดมาทุกปีมิได้ขาด จนทุกวันนี้ ชื่อว่า &#8220;วัดนิโรธรังสี&#8221; ขณะที่หลวงปู่อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี ท่าบ่อ เป็นเวลานานครั้งแรกถึง 9 ปี หลวงปู่ได้เล่าว่า เมื่อก่อนหลวงปู่ไม่สนใจในการก่อสร้างเพราะถือว่าเป็นเรื่องยุ่ง และไม่ใช่กิจของสมณะ ผู้บวชจำต้องประพฤติเฉพาะสมณกิจเท่านั้น แต่เมื่อมาอยู่ที่วัดนี้แล้ว มองดูเสนาสนะที่อยู่อาศัยล้วนแต่เป็นมรดกของครูบาอาจารย์ ได้ทำไว้ให้อยู่ทั้งนั้น แล้วมาค้นคิดถึงพระวินัยบางข้อ ท่านอนุญาตให้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะได้ จึงเกิดความละอายใจว่า มานอนกินของเก่าเฝ้าสมบัติเดิมของครูบาอาจารย์แท้ๆ ต่อจากนั้นหลวงปู่จึงได้เริ่มพาญาติโยมทำการก่อสร่างมาจนกระทั่งบัดนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่า ณ ที่ใด ๆ หลวงปู่ไม่เคยทำการเรี่ยไรมาก่อสร้างเลย ด้วยละอายแก่ใจ มีก็ทำ ไม่มีก็ไม่ทำ แล้วก็ไม่ยอมติดในงาน ถึงงานไม่เสร็จเมื่อทุนไม่มีก็ทิ้งได้โดยไม่มีเยื่อใย และขณะอยู่ที่วัดอรัญญวาสีที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ออกพรรษาเมื่อ พ.ศ.2490 โยมมารดาของหลวงปู่ป่วยอยู่ที่บ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ หลวงปู่ก็ได้พยาบาลโยมมารดา ด้วยธรรมโอสถและยาภายนอกจนสุดกำลัง แต่เนื่องจากโยมมารดาอายุมากแล้วได้ 82 ปี อาการจึงมีแต่ทรุดลง ๆ แต่ด้านจิตใจ หลวงปู่ได้พยาบาลรักษาให้อยู่ในความสงบอย่างยิ่ง จนวาระสุดท้าย</p>
<p>ในปี พ.ศ.2491 -2492 ซึ่งเป็นพรรษาที่ 26-27 หลวงปู่ได้ไปอยู่จำพรรษาที่เขาน้อย อ.ท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรีซึ่งหลวงปู่ได้เห็นภูเขาลูกนี้แล้วตั้งแต่อยู่วัดอรัญญวาสี ณ ที่นี้ หลวงปู่ได้ทำความเพียรและรู้สึกแปลกมาก คือได้ค้นธรรมที่ไม่เคยคิดและรู้ธรรม ที่ยังไม่เคยรู้ ลำดับอุบายและแนวปฏิบัติได้ละเอียดถี่ถ้วน จนวางแนวปฏิบัติได้อย่างเชื่อตนเอง จึงได้เขียนหนังสือส่องทางสมถะวิปัสสนาเป็นเล่มแรก หลวงปู่ได้อยู่จำพรรษาที่เขาลูกนี้ จนได้ข่าวอาพาธของท่านอาจารย์มั่น จึงได้ลาจากเขาน้อยไปเยี่ยมอาการไข้ของท่านอาจารย์มั่น จนท่านมรณภาพแล้ว ได้อยู่ทำฌาปนกิจศพของท่านจนเสร็จ หลังจากนั้นหลวงปู่ ได้มาคิดถึงหมู่คณะว่าพระผู้ใหญ่ที่จะเป็นที่พึ่งของพระกรรมฐานไม่มี หลวงปู่จึงตั้งใจ ออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯเป็นครั้งแรก เพื่อติดต่อกันพระผู้หลักผู้ใหญ่จนกระทั่งไปถึง จังหวัดภูเก็ต</p>
<p>ที่จังหวัดภูเก็ต หลวงปู่ได้ผจญภัยอย่างร้ายแรง โดยพระท้องถิ่นเขาไม่อยากให้อยู่ ถูกเผากุฏิบางแห่ง จนกระทั้งถูกปาด้วยก้อนอิฐและขับไล่โดยประการต่าง ๆ ทางเจ้าคณะจังหวัดพังงา ได้ขับไล่ให้หนีจากท้องถิ่นที่เขาปกครอง หลวงปู่ได้พยายาม พูดความจริงให้ฟังว่า หลวงปู่มาเพื่ออบรมศีลธรรมและเผยแพร่ศาสนาอันเป็นประโยชน์ แก่บ้านเมือง มิได้มาเบียดเบียนใคร ต่อมาผู้ช่วยสังฆมนตรีได้มีหนังสือไปต่อว่าเจ้าคณะ จังหวัดพังงา ด้วยประการต่างๆ เรื่องจึงสงบลง หลวงปู่ได้ไปอยู่จังหวัดพังงาหนึ่งพรรษา ต่อมาได้ขยับมาอยู่ที่เกาะภูเก็ต กระทั่งได้ 15 พรรษา จึงได้ลาญาติโยมกลับมาภาคอีสาน การไปอยู่ที่เกาะภูเก็ต เป็นเหตุให้พระท้องถิ่นและญาติโยมเปลี่ยนสภาพไปหลายอย่าง โดยเฉพาะการเทศนาและการบริหารนับว่าเป็นประโยชน์แก่พระท้องถิ่นมาก ตามประเพณีเดิม ชาวบ้านเขาเข้าหาพระและกราบพระต้องนั่งขัดสมาธิ(ขัด-สะ-หมาด) หลวงปู่ได้ไปสอน ให้ทำความคารวะด้วยให้นั่งพับเพียบ ทำให้เรียบร้อยดีมาก หลวงปู่ได้สละทุกอย่าง เพื่อประโยขน์แก่ชนขาวภูเก็ตและจังหวัดพังงาดังกล่าวแล้ว เมื่อกลับมาภาคอีสาน หลวงปู่พิจารณาเห็นว่าได้แก่ชรา เดินรุกขมูลมามากแล้ว ควรหาที่พัก ทำความเพียรภาวนาวิเวกเฉพาะตัวและเห็นว่า วัดหินหมากเป้ง เหมาะที่สุด จึงได้เข้ามาอยู่ที่วัดนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2508 เรื่อยมาจากระทั่งบัดนี้ หลวงปู่ได้พัฒนาวัดให้เจริญไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ญาติโยมทางกรุงเทพฯและหมู่บ้านใกล้เคียงรู้จัก เข้าไปสนับสนุนช่วยกันทำถาวรวัตถุ จนสมเด็จพระสังฏราขสกลมหาสังฆปริณายก ทรงยกย่องให้เป็น &#8220;วัดพัฒนาตัวอย่าง&#8221; การก่อสร้างวัดหรือถาวรวัตถุนี้ คำว่า &#8220;ขอ หรือ เรี่ยไร ไม่เคยออกจากปากของหลวงปู่ แม้แต่คำเดียว สร้างอะไรขึ้นมาก็มีแต่ญาติโยมผู้มีศรัทธาบริจาคให้ทั้งนั้น&#8221; นอกจากวัดหินหมากเป้งแล้ว ยังมีวัดสาขาของวัดหินหมากเป้งอีก คือ &#8220;วัดเทสรังสี&#8221; และ &#8220;วัดลุมพินี&#8221;</p>
<p>เมื่อปี พ.ศ.2520 หลวงปู่ได้ไปเผยแพร่ธรรมะที่สิงคโปร์ อินโดนีเซียและออสเตรเลีย พร้อมด้วยพระ 3 องค์ ฆราวาส 2 คน ตามคำชักชวนเป็นเวลา 3 เดือนกว่า และได้กลับไป ที่สิงคโปร์อีกครั้งหนึ่ง และได้ไปพักที่เดิมอีกเป็นเวลานาน เพราะมีผู้อยากจะสร้างวัดที่นั่น แต่สถานที่ไม่เหมาะจึงไม่ได้สร้าง</p>
<p>หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆาธิการหลายตำแหน่ง เช่น เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าคณะอำเภอภูเก็ต-พังงา-กระบี่ (ธรรมยุต) และในปี พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์ และในปี</p>
<p>พ.ศ.2534 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นราช ฝ่ายวิปัสนาธุระที่ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ สถิต ณ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัจฉิมบท</span></strong></p>
<p>หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี นับเป็นลูกศิษย์ ที่สำคัญยิ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตโต องค์หนึ่ง ท่านได้อุตสาหะปฏิบัติบำเพ็ญธรรมด้วยชีวิตเป็นเดิมพัน หลวงปู่ฯ ได้บำเพ็ญกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน และความเจริญมั่นคงแห่งพระศาสนา โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่าง ๆ และด้วยจิตใจที่แน่วแน่มั่นคง ผู้ที่เคยได้กราบนมัสการท่าน มักพูดในทำนองเดียวกันว่า ได้รับความอิ่มใจและเป็นบุญของเขาที่ได้มีโอกาสกราบนมัสการท่าน ทั้งนี้คงเป็นเนื่องจากบารมีธรรมที่หลวงปู่ได้บำเพ็ญเพียรปฏิบัติมาและเมตตาจิต ที่หลวงปูแผ่มายังบุคคลเหล่านั้นนั่นเอง</p>
<p>หลวงปู่มักให้โอวาท และเทศนาธรรมแก่ญาติโยมอยู่เสมอมา หนังสือธรรมะที่หลวงปู่เขียนขึ้น หรือหนังสือ ที่รวบรวมธรรมเทศนาที่หลวงปู่แสดงในโอกาสต่าง ๆ เป็นหนังสือที่ให้คติธรรม เกร็ดธรรม แนะแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ฝึกหัดจิต และพระธรรมเทศนาสื่อต่อตามคำสอน ขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อ่านแล้วสามารถปฏิบัติตามและสามารถเข้าใจ ศาสนาพุทธได้ดียิ่งขึ้น ผู้อ่านที่ปฏิบัติตามสามารถเห็นธรรมได้ตามภูมิของตนอย่างแท้จริง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">มรณภาพ</span></strong></p>
<p>ท่านอาพาธหนักครั้งสุดท้าย เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๗ และถึงแก่มรณะภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อเวลา ๒๑ นาฬิกาเศษ ของวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๗ ณ วัดถ้ำขาม อ.พรรณนิคม จ.สกลนคร สิริอายุได้ ๙๒ ปี ๗ เดือน ๒๑ วัน</p>
<p align="right">ที่มา : www.buddhismthailand.com/ariyasong/tesk.php</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%aa/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่บุดดา ถาวโร</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b2-%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a7</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b2-%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a7#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 14:37:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่บุดดา ถาวโร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p align="center">หลวงปู่บุดดา ถาวโร</p>
<p align="center">วัดกลางชูศรีเจริญสุขต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี</p>
<p>ชาติกำเนิด ??ภูมิลำเนา</p>
<p>เกิดเมื่อวันเสาร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ที่ตำบลพุคา อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ท่านเคยชี้ตำบลเกิดของท่านขณะขึ้นรถไฟผ่าน อยู่เหนือสถานีโคกกระเทียมเล็กน้อย เป็นหมู่บ้านเล็กห่างจากทางรถไฟไปทางทิศตะวันตกราว ๒ กม. ท่านบอกว่า หมู่บ้านหนองเต่า คงเป็นชื่อหมู่บ้านเดิม บิดาของท่านชื่อ น้อย มงคลทอง มารดาของท่านชื่อ อึ่ง มงคลทอง มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ยังเหลือน้องชายคนเล็กชื่อ เหลือ มงคลทอง นอกนั้นถึง แก่กรรมไปหมดแล้ว</p>
<p>อุปสมบท</p>
<p>วันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน ๒๔๖๕ ที่วัดเนินยาว ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีพระครูธรรมขันธสุนทร (ม.ร.ว. เอี่ยม บ้านเดิมท่านอยู่ กทม.) เป็นอุปัชฌาย์ และมีคณะสงฆ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-56" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/06.jpg" alt="" width="80" height="119" /></p>
<p align="center"><strong>หลวงปู่บุดดา ถาวโร</strong><strong></strong></p>
<p align="center">วัดกลางชูศรีเจริญสุขต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชาติกำเนิด</span></strong><strong><span style="text-decoration: underline;"> ??ภูมิลำเนา</span></strong></p>
<p>เกิดเมื่อวันเสาร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ที่ตำบลพุคา อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ท่านเคยชี้ตำบลเกิดของท่านขณะขึ้นรถไฟผ่าน อยู่เหนือสถานีโคกกระเทียมเล็กน้อย เป็นหมู่บ้านเล็กห่างจากทางรถไฟไปทางทิศตะวันตกราว ๒ กม. ท่านบอกว่า หมู่บ้านหนองเต่า คงเป็นชื่อหมู่บ้านเดิม บิดาของท่านชื่อ น้อย มงคลทอง มารดาของท่านชื่อ อึ่ง มงคลทอง มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ยังเหลือน้องชายคนเล็กชื่อ เหลือ มงคลทอง นอกนั้นถึง แก่กรรมไปหมดแล้ว<span id="more-57"></span></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">อุปสมบท</span></strong></p>
<p>วันเสาร์ที่ ๑๕ เมษายน ๒๔๖๕ ที่วัดเนินยาว ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีพระครูธรรมขันธสุนทร (ม.ร.ว. เอี่ยม บ้านเดิมท่านอยู่ กทม.) เป็นอุปัชฌาย์ และมีคณะสงฆ์ ๒๕ รูป เป็นพระอันดับ ซึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร นับถือว่าเป็นอาจารย์ท่าน</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ประวัติทั่ว ๆ ไป</span></strong></p>
<p>ชีวิตตอนเยาว์ ชีวิตตอนต้นของหลวงปู่ก็เหมือนกับชีวิตเด็กลูกชาวนาบ้านนอกทั่วไป ในสมัยนั้นที่ไม่มีโรงเรียนใกล้เคียง จึงไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนหนังสือ มีแต่ทุนเดิมที่ได้ฝึกฝนอบรมมาดีในอดีตชาติ จึงเป็นผู้ระลึกชาติได้แต่เด็ก ท่าได้ไปพบเห็นสิ่งที่ปรากฏตามภาพนิมิต ของอดีตได้ถูกต้อง และได้มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนท่านต้องขุดกระดูกของท่านที่ถูกฝังไว้ในอดีต</p>
<p>การเห็นภาพในอดีตนั้นท่านเห็นได้หลายภพ ในกรณีหลวงปู่บุดดา อดีตชาติท่านเกิดเป็นชายทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตัวหนังสือที่ใช้เป็นตัวหนังสือแบบเดียวกับสมัยพ่อขุนรามคำแหง มิใช่ตัวหนังสือเดียวกับเมื่อหลวงปู่เป็นเด็ก ท่านจึงอ่านหนังสือไม่ออก แต่พอเป็นทหารท่านได้เรียนหนังสือ ท่านก็สามารถเรียนได้เป็นอย่างดี ทั้งที่หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในการรับราชการเป็นทหารเกณฑ์นั้นหนักมาก ทั้งนี้น่าจะเนื่องมากจากสาเหตุสองประการ ที่ทำให้สามารถรู้หนังสือได้ดีเพราะท่านรู้หลักของหนังสือเดิมดีอยู่แล้ว พอเทียบตัวถูกท่านก็อ่านได้ และสมาธิจิตของท่านเข้าอันดับญาณจึงสามารถทำอะไรได้ง่าย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">อดีตสัญญา</span></strong></p>
<p>ถ้าสอบถามถึงอดีตชาติแล้ว ท่านมักปรารภเสมอว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้ท่านรู้สึกเบื่อหน่าย เช่น เล่าว่านับถอยหลังปัจจุบันไป ๗ ชาติ ท่านได้เกิดเป็นบุรุษทุกชาติ และเสียชีวิตตั้งแต่อายุไม่มากรวมทั้งไม่มีครอบครัวเลย ตลอด ๗ ชาติ ที่ผ่านมาส่วนมากท่านเกิดฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงมากกว่าฝั่งขวา มีชาตินี้เท่านั้นที่ท่านมีอายุยืน พี่ชายของท่านในอดีตชาติทั้งรักและตามใจทุกอย่าง ตั้งแต่เด็กจะไปไหน ก็พาท่านไปด้วย ได้สัญญากับท่านไว้ว่าจะไม่ทิ้งเป็นอันขาด ท่านจึงเกิดเป็นบุตรในชาติปัจจุบัน</p>
<p>ฉะนั้นเมื่อบิดาของท่านตีท่านในสมัยเด็ก ท่านเล่าว่า ท่านวิ่งออกไปนอกบ้านแล้วตะโกนว่า?พ่อโกหก ๆ ๆๆ??ไม่ยอมหยุดจนมารดาของหลวงปู่เห็นผิดสังเกต จึงไปปลอบถามว่า??พ่อโกหกเรื่องอะไร??ท่านจึงได้เล่าเรื่องอดีตสัญญาให้มารดาของท่านฟังว่า??พ่อไม่รักษาคำพูด ?ผู้ใดสามารถเฉลยอดีตสัญญาแบบนี้ให้เป็นธรรมและยอมรับกันได้ทั่วไปบ้าง??</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">เรื่องอายหมา</span></strong></p>
<p>หลวงปู่เล่าว่า ตั้งแต่เด็กท่านมักจะบอกกับมารดาของท่านเสมอว่า โตขึ้นท่านจะไม่มีครอบครัว เพราะท่านละอายใจดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้</p>
<p>อดีตชาติหนึ่งในหนหลังเมื่อท่านเป็นหนุ่มเกิดพอใจหญิงสาวชาวบ้านใกล้เคียงกันผู้หนึ่งจึงไปอู้สาวผู้นั้น แทนที่ฝ่ายหญิงจะพูดดีกับลำเลิกอดีตชาติว่า</p>
<p>?หลวงปู่ที่เป็นชายหนุ่มในชาตินั้นเป็นผู้ทำให้เขาถูกทุบตี และถูกจับผูกทรมานอดอาหารจนท้องกิ่วตาย พอมาชาตินี้มารักเขาทำไม?</p>
<p>หลวงปู่ในชาตินั้นก็มองเห็นอดีตตนเองได้ว่าตอนนั้นท่านเป็นสมภารเจ้าวัดอยู่ประเทศลาว ขณะนอนป่วยอยู่มีหมาตัวเมียขึ้นมาลักลอบอาหารที่เด็กเก็บไว้ ท่านจึงร้องบอกเด็ก พวกเด็กจึงไล่ตีหมา และพวกเด็กไม่เพียงแต่ไล่ตี คงได้ไล่จับหมาตัวนั้นไปผูกกับรั้ว และกว่าจะถูกจับได้คงต้องไกลกว่าที่สมภารนอนเจ็บประการหนึ่ง และทุกคนก็คงสนใจแต่ความป่วย และการตายของสมภาร ในเวลาต่อมาจึงลืมนึกถึงการจับหมาตัวนั้นไปผูกไว้จนต้องอดถึงตายไป</p>
<p>เมื่อชายหนุ่มระลึกอดีตชาติได้ก็เกิดความสลดและละอายใจว่า??นี่เรากำลังจะเอาหมามาเป็นเมียแล้วหรือ?? ??และเป็นการประทับฝังอยู่ในจิตใจต่อมาทุกชาติ การป่วยและการตายในคราวนั้น หมาตายภายหลัง จึงจองเวรและติดตามถูก</p>
<p>ส่วนการที่เด็กไปตีหมาที่ถูกจับไว้จนหมาตาย ต้องมิใช่คำสั่งของสมภาร หมาจึงจองเวรได้เพียงหมาถูกตีเพราะเสียงร้องบอกของสมภารเป็นเหตุ หมาจึงทำให้สมภารในอดีตชาติเดือดร้อนเพราะลำเลิกของหญิงนั้นตามอดีตเหตุที่สมภารได้ทำไว้เท่านั้น เรื่องความผูกพันหรือการจองเวรในอดีตชาติทำนองนี้หลวงปู่ปรารภเสมอว่าเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตแล้ว ท่านมีความรู้สึกเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดมาตั้งแต่เด็ก</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">รับราชการทหาร ๒๔๕๘ ท.บ.๓ ล.๑๐</span></strong></p>
<p>หลวงปู่รับราชการทหาร ๒ ปี โดยมีหลักฐานการเป็นทหารปรากฏบนท้องแขนขวาดังนี้ ๒๔๕๘ ท.บ.๓ ล.๑๐ การเกณฑ์ทหารสมัยนั้น เมื่อผู้มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ถึงแม้ถูกเกณฑ์แล้วจับ ใบดำได้ไม่ต้องรับราชการทหารในปีนั้นแล้วก็ต้องถูกเกณฑ์ไปทุกปีจนกว่าจะอายุ ๓๐ ปี หลวงปู่เป็นทหารในกองทัพ ๓ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรี</p>
<p>ในสมัยนั้น เรื่องการเป็นทหารเกณฑ์ของหลวงปู่นั้น ท่านถูกเกณฑ์ทุกปีและในปีที่มีการคัดเลือกทหารอาสา ไปราชการสงคราม ณ ทวีปยุโรปในสงครามครั้งที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ หลวงปู่ก็เคยเล่าว่า ท่านได้อาสาสมัครกับเขาเหมือนกันแต่ท่านกินเหล้าไม่เป็น เขาจึงไม่รับท่าน เนื่องจากผู้บังคับบัญชาบอกท่านว่า ในทวีปยุโรปอากาศหนาวจัดต้องดื่มเหล้า เพื่อช่วยให้คลายหนาวท่านจึงไม่ได้ไปราชการสงคราม ณ ทวีปยุโรป</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พรรษาแรก ความมุ่งมั่นอดทนของพระใหม่</span></strong></p>
<p>เมื่อหลวงปู่อุปสมบทแล้ว ท่านจำพรรษาอยู่?ณ วัดเนินขาว จังหวัดลพบุรี ปฏิบัติอุปัชฌาย์ตามแบบแผนของภิกษุสมัยนั้น ไม่มีการศึกษาเล่าเรียนทั้งทางปริยัติหรือปฏิบัติ คงทำวัตรท่องหนังสือสวดมนต์และปาฏิโมกข์ แต่ท่านอ้างเสมอว่าอุปัชฌาย์ทุกองค์ท่านสอน ปัญจกรรมฐานให้แล้วในวันอุปสมบท (นั่นก็คือ อุปัชฌาย์ท่านสอนให้ว่า เกศา???ผม โลมา???ขน นักขา???เล็บ ทันตา???ฟัน และ ตโจ???หนัง และทวนกลับ) ว่าให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ในร่างกายของตนและคนอื่น ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นบ่อเกิดของทุกข์ทั้งกายและจิตใจ เป็นของหาที่ยึดถือเป็นตัวตนไม่ได้มานานแล้วทุกคน</p>
<p>และในพรรษาที่หลวงปู่บวชนั้น ได้มีการสร้างศาลามุงสังกะสีขึ้น ซึ่งในการมุงหลังคาคราวนั้นมีเรื่องเล่าความมหัศจรรย์ทางอำนาจจิตของหลวงปู่ตั้งแต่สมัยบวชเดือนแรกทีเดียว เพราะในการมุงหลังคาและตามปกติในฤดูร้อน แดดก็ร้อนจัดในตอนบ่ายอยู่แล้วและเมื่อเครื่องมุงเป็นสังกะสีด้วยก็ยิ่งทวีความร้อนมากยิ่งขึ้น พอตกตอนบ่ายทั้งพระและชาวบ้านต่างทนความร้อนไม่ไหวต้องลงมาพักกันหมด คงเหลือแต่หลวงปู่ ซึ่งเป็นพระบวชใหม่ยังไม่ครบเดือน มุงหลังคาอยู่ข้างบนองค์เดียวจนสำเร็จ</p>
<p>เมื่อรับกฐินแล้วแต่พรรษาแรก หลวงปู่ท่านออกจาริกแสวงหาสถานที่วิเวกเจริญสมรธรรมตามอัธยาศัยองค์เดียวโดยไม่มีกลดมีมุ้งแบบอุทิศชีวิต และเลือดเนื้อเป็นทานอยู่นานจนเลือดแดงฉานติดจีวรและบินไปไม่ไหว</p>
<p>พรรษาที่ ๒ ธุดงค์เดี่ยวเมื่อกลับจากธุดงค์พอใกล้เข้าพรรษาท่านเข้ามาจำพรรษาที่วัดผดุงธรรม จังหวัดลพบุรี พอออกพรรษาท่านก็ธุดงค์ไปองค์เดียวอีกเหตุอัศจรรย์ผจญวัวป่า</p>
<p>หลวงปู่ท่านเดินธุดงค์ไปหนองคายโดยออกจากจังหวัดลพบุรีไปทางจังหวัดเพชรบูรณ์ ผจญเข้ากับวัวป่าฝูงหนึ่ง มันคงแปลกใจว่า เอ๊ะ ? อะไรนะ เป็นอันตรายกับพวกเขาหรือเปล่า หัวหน้าฝูงนั้นเข้ามาดม ๆ ดู แล้วก็ร้องมอ ๆ คล้ายกับจะบอกพรรคพวกว่า ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอันตราย เข้ามาได้แล้ว ตัวอื่นก็เข้ามาดมจนครบทุกตัวแล้วก็เลยไป</p>
<p>คุณธรรมของท่านนั้นแม้แต่เดรัจฉานก็ส่งภาษาใจให้ผู้รู้เรื่องกันได้ หลวงปู่พูดเสมอว่าภาษาธรรมนั้น ก็คือภาษาใจ อยู่ที่ไหนก็รู้กันได้ มนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตรธรรม</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พบซากศพตนเองในอดีต</span></strong></p>
<p>คราวนี้ท่านได้สอบดูนิมิตสมัยเด็ก?ๆ ของท่านว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่นอกนครเวียงจันทร์ไม่ไกลนัก ซึ่งเมื่อถึงแก่กรรมแล้ว เขาก็นำเอาศพในอดีตชาติของท่านไปฝังไว้ และไม่ได้เผา ในนิมิตนั้นท่านเห็นกะโหลกศีรษะขาวโพลน โผล่ดินขึ้นมาตรงตอพุดซา ท่านจึงไปสอบดูตามนิมิต และได้พบกะโหลกศีรษะมนุษย์ ในภูมิประเทศคล้ายคลึงกัน แต่กะโหลกที่พบจริงไม่ขาวเท่าในนิมิต และตอพุดซาไม่มีแล้วท่านจึงได้เผากระดูกนั้นด้วยตนเอง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พรรษาที่ 3 จาระพระไตรปิฎก</span></strong></p>
<p>ขณะที่ไปสอบดูตามนิมิตก็ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ท่านได้จำพรรษา ณ วัดบ้านทุ่ง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และในขณะที่ข้ามไปเวียงจันทร์ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์และวัดพระแก้วที่เวียงจันทร์ ท่านระลึกถึงอดีตชาติเมื่อเห็นตู้พระไตรปิฎกและจารด้วยตนเอง แต่สมัยเป็นสามเณรต่อมาเป็นภิกษุและเป็นสมภารเจ้าวัดในที่สุด ได้จารพระไตรปิฎก บรรจุไว้จนเต็ม 3 ตู้ ท่านว่าได้เป็นสมภารเจ้าวัดในฝั่งลาว 3 สมัย ตายตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยกลางคน ที่ท่านไปพบตู้ที่สร้างไว้นั้นไม่มีพระไตรปิฎกแล้ว</p>
<p>ขณะที่ท่านพักอยู่ ณ วัดบ้านทุ่ง?อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย คราวหนึ่งท่านต้องไปกิจนิมนต์ร่วมกับภิกษุหลายรูปด้วยกัน ไปทางเรือตามลำน้ำโขงปรากฏว่าเรือเกิดจมลง พระรูปอื่นต่างว่ายน้ำหนีจากเรือหมด เหลือแต่ท่านองค์เดียวในเรือ และน้ำท่วมเกือบถึงคอแล้วพอดีชาวบ้านเอาเรือไปรับนิมนต์ท่านขึ้นเรือแล้วเรือก็จมหายไป</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พบบิดาในอดีตชาติ</span></strong></p>
<p>พอออกพรรษารับกฐินเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ออกเดินทาง และในระหว่างทางนั้น ท่านได้พบกับหลวงพ่อสงฆ์ พรหมสโร ซึ่งออกจาริกไปตามป่าเขาทำนองเดียวกับท่าน</p>
<p>หลวงพ่อสงฆ์ผ่านพรรษา ๔ แก่กว่าหลวงปู่บุดดาหนึ่งพรรษา แต่อายุหลวงพ่อสงฆ์แก่กว่าท่านหลายปี เพราะท่านบวชภายหลังมีครอบครัวแล้ว และเมื่อท่านพบหลวงพ่อสงฆ์ ท่านก็ระลึกได้ว่า เคยเป็นบิดาของท่านในอดีตชาติ ท่านก็เรียกคุณพ่อสงฆ์ตั้งแต่แรกพบจนถึงที่สุดแห่งวาระของท่านเอง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ถ้ำนี้มีคุณ</span></strong></p>
<p>ท่านทั้งสองได้ร่วมจาริกแสวงหาที่วิเวกอันเหมาะแก่การเจริญภาวนาเรื่อยมา จนมาพบถ้ำคูคา ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นถ้ำกว้างมีปล่องทะลุกลางเขาลูกย่อม ๆ อยู่ในดงยาง เป็นชัยภูมิร่มรื่น มีหนองน้ำใหญ่อยู่ห่างจากหน้าถ้ำไปทิศตะวันออกของทางรถไฟสายเหนือห่างประมาณ ๑ กิโลเมตร อยู่ระหว่างสถานีดงมะกุและสถานีหัวหวายห่างจากหมู่บ้านทั้ง 2 ตำบล ข้างละประมาณ ๒ กม. เศษ ปากถ้ำอยู่ทางตีนเขา ภายในถ้ำลมถ่ายเทได้ดี</p>
<p>ท่านได้อาศัยภายในถ้ำนี้และแยกกันอยู่คนละฟาก ได้อาหารบิณฑบาตจากหมู่บ้านดังกล่าว ถ้ำภายในเขาภูคานี้เป็นที่สงบและวิเวกปากถ้ำเรียบเป็นดิน เชิงเขาลาดขึ้นพอบรรจบถึงเขาก็เป็นปากถ้ำพอดี กว้างราว ๖-๗ เมตร สูง 3 เมตรเศษ เป็นดินราบขึ้นไปจนถึงยอดมีแท่นราบตรงกลางปล่องตรงกับยอดเขาพอดี ปล่องถ้ำเหมือนรูปงอบใบใหญ่สูงกว่าปากถ้ำเล็กน้อย ขอบล่างลาดลงโดยรอบเป็นช่องและชอกมากบ้าง น้อยบ้าง</p>
<p>สถานที่ท่านใช้พักผ่อนและจำวัด ปรากฏว่าตรงที่ท่านใช้ภาวนานั้น มีปล่องลมหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ส่วนที่จำวัดก็หลบเข้าไปในช่องไม่ถูกลมเลย ก่อนที่ท่านจะมาอยู่ในถ้ำนี้ มีแคร่ร้างแสดงว่ามีบุคคลอื่นมาใช้สถานที่นี้ก่อนแล้ว</p>
<p>สถานที่ท่านใช้เป็นที่เดินจงกรมในตอนบ่ายและพักผ่อนสนทนาธรรมกันตอนเย็นนั้นเป็นบริเวณสันเขาตอนใต้ เป็นทางลาดขึ้นปากถ้ำได้สะดวก ใช้ด้านตะวันออกเป็นที่ลาดเดินจงกรม มีต้นไม้และสันเขาช่วยกำบังแดดในตอนบ่าย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ตะขาบเจ้ากรรม</span></strong></p>
<p>ตอนอยู่ถ้ำภูคานี้แม้จะสนทนาก็ต่างองค์ต่างอยู่ในที่ของตน คราวหนึ่งเสียงของหลวงปู่บุดดาเงียบหายไป หลวงพ่อสงฆ์ผิดสังเกตจึงเดินไปดูก็เห็นหลวงปู่บุดดานั่งหลับตา มีตะขาบตัวใหญ่มากขึ้นไปขดอยู่กลางศีรษะของท่าน หลวงพ่อสงฆ์ต้องเอาผ้าอาบของท่านหย่อนลงให้ตะขาบไต่ขึ้นผ้าแล้วจึงเอาไปปล่อยนอกถ้ำ</p>
<p>หลวงปู่บุดดาท่านเล่าว่า มันไต่ขึ้นภายในสบงผ่านเอวแล้วผ่านหลังท่านขึ้นไป ท่านจึงต้องกลั้นลมหายใจ ปิดหู ปิดตา จมูก ปากหมด เจ้าตะขาบจึงเข้าไม่ได้ เมื่อหลวงพ่อสงฆ์เอาไปปล่อยปรากฏว่ามันกัดตัวเองจนขาดเป็นท่อน ๆ กองอยู่ที่ปล่อยนั่นเอง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พรรษาที่ ๔ ตัดกิเลสบรรลุธรรม</span></strong></p>
<p>เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านทั้งสองได้ไปจำพรรษา ณ วัดป่าหนองคู จ.นครสวรรค์ และพอออกพรรษาก็กลับมาร่วมปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำภูคา จ.นครสวรรค์ โดยต่างเร่งความเพียรเจริญสมณธรรม อย่างเต็มที่เกือบจะไม่ได้พักผ่อน และในคืนวันหนึ่งเวลาประมาณระหว่าง ๒๐.๐๐ น. ถึง ๒๓.๐๐ น. ซึ่งเป็นเวลาสนทนาธรรมของทั้งสองท่าน หลวงพ่อสงฆ์ได้ถามหลวงปู่บุดดาว่า</p>
<p>?&#8230;ยังถือวินัยอยู่หรือ?</p>
<p>หลวงปู่ตอบว่า??&#8230;ไม่ถือวินัยได้ไง ถ้าเราจะเดินผ่านต้นไม้-ของเขียวก็ต้องระวัง&#8230;มันจึงเป็นอุปาทานทำความเนิ่นนานต้องช้ามาถึง ๔ พรรษา?</p>
<p>หลวงพ่อสงฆ์ว่า ?วินัยมันมีสัตว์-มีคนรึ?</p>
<p>หลวงปู่บุดดาว่า ?มีตัวซี ถ้าไม่มีตัวจะถือวินัยได้ยังไง&#8230;วินัยก็ผู้ถือนั่นเอง &#8230;เสขิยวัตร ๗๕ เป็นตัวไม่ได้หรอก &#8230;เนื้อหนัง กระดูก ตับไต ไสพุง มันไม่ใช่ตัวถือวินัย&#8230;ตัวถือวินัยเป็นธรรมนี่?</p>
<p>&#8230;.เถียงกันไป เถียงกันมาชั่วระยะหนึ่ง&#8230; พอปัญญา-บารมีเกิดขึ้นตกลงกันได้ว่า ?เอ๊ะ ! ไม่มีจริง ๆ เน้อ &#8230;ผู้ถือไม่มี มีแต่ระเบียบของธรรมเท่านั้น ไปถือมั่น-ยึดมั่นไม่ได้นี่?</p>
<p>พอหยุดความลง ทันใดนั้นเองหลวงพ่อสงฆ์เพ่งมองดูเห็นหลวงปู่บุดดา จู่ ๆ ก็นิ่งเงียบนัยน์ตาลืมค้างอยู่ ไม่กระพริบตา???เบิกตาโพลงอยู่อย่างนั้น???เนิ่นนานอยู่ประมาณสองชั่วโมงกว่าถึง กลับมาพูดได้-ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลวงปู่บุดดาได้ใช้ปัญญาตัดกิเลสได้แล้วในขณะที่นั่งลืมตา ซึ่งหลวงปู่บอกว่าถ้าเกิดปัญญาขึ้นในอิริยาบถทั้ง ๔ ซึ่งขณะนั้นถ้าลืมตาตัดก็ต้องลืมตาตัด ถ้านั่งตัดก็ต้องนั่งตัด ถ้ายืนตัด???เดินตัดหรือนอนตัดก็ต้องยืนตัด-เดินตัด หรือนอนตัด ขึ้นอยู่ว่าใครจะตัดกิเลสได้ขณะไหน&#8230; อย่างพระอานนท์ตัดได้ตอนเอนกายขณะกำลังจะนอนนั่นเอง&#8230;</p>
<p>สำหรับหลวงปู่บุดดา ขณะมีอายุได้ ๓๒ ปี-พรรษาที่?๔ ซึ่งถ้ายังใช้กรรมไม่หมดก็ไม่ถึง โลกกุตระ แต่พอใช้หนี้กรรมหมดแล้วก็เป็นอโหสิกรรม ขณะนั่งลืมตาอยู่ก็บรรลุธรรมได้</p>
<p>หลวงปู่บุดดาบอกว่า ?ขณะนั้นอวิชาดับหมด รู้สึกสว่างแจ้งขึ้นมาเอง ความไม่มีตัวตนเห็นได้ชัดเจนทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ ตัว เป็นปรมัตถธรรม ธรรมทุกอย่างเป็นธรรมชาติส่วนกลาง คงอยู่ในจิตของตนเอง กิเลสหลุดไปเอง แต่ชีวิตยังคงอยู่มีความเป็นปรกติทุกอย่าง ทั้งกายสังขาร-จิตสังขารก็หยุด รูปก็หยุดหมด ไม่มีสัตว์เกิดสัตว์ตาย กิเลสไม่มีในตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ขันธ์ของกิเลสก็ไม่มีในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ &#8230;สุดชาติของอาสวะของสังโยชน์ ๑๐ อนุสัย ๗ ออกวันเดียวกันและเวลาเดียวกันนั่นแหละ&#8230;?</p>
<p>หลวงพ่อสงฆ์ท่านนั่งเฝ้าหลวงปู่บุดดาอยู่นานกว่าสามชั่วโมงแล้วจึงออก</p>
<p>?นิมนต์เถอะครับ&#8230;แน่นอนแล้ว?</p>
<p>พอรุ่งเช้าถึงเวลาออกบิณฑบาต หลวงพ่อสงฆ์บอกว่า</p>
<p>?โลกกุตระธรรมแล้วขอนิมนต์ให้หลวงปู่บุดดาเดินหน้า?</p>
<p>แต่หลวงปู่บุดดาว่า</p>
<p>?หน้าก็หน้าคุณธรรม แต่พรรษาอ่อนกว่าต้องเดินหลังซี !?</p>
<p>ตกลงหลวงปู่บุดดาคงเดินตามหลังหลวงพ่อสงฆ์เหมือนเดิม</p>
<p>ต่อมาอีกไม่กี่วันหลวงพ่อสงฆ์ ซึ่งเร่งปรารภความเพียรมาอย่างหนักก็ได้ดวงตาเห็นธรรม ณ ถ้ำภูคาเช่นเดียวกัน ท่านไม่ถือทั้งนามและรูป เพราะการหลงนาม หลงรูป มันก็หลงเกิด หลงตาย ไม่มีสิ้นสุด (ในช่วงบั้นปลายของชีวิตท่านได้มาพักจำพรรษาที่วัดอาวุธวิกสิตาธรรม เขตบางพลัด กทม. ตลอดมา จนถึงแก่มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙)</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พระพุทธเกษแก้วจุฬามณี</span></strong></p>
<p>เมื่อหลวงปู่บุดดาและหลวงพ่อสงฆ์ได้รู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจธรรมแล้ว ต่างองค์ต่างก็แยกกันไปประกาศพระสัทธรรม ตามสำนักและหัวเมืองต่าง ๆ เป็นเวลามากกว่า ๔๐ ปี แต่เมื่อจวนเข้าพรรษาของทุกปี ท่านทั้งสองก็จะกลับมาจำพรรษาร่วมกัน ที่วัดบ้านป่าหนองคู</p>
<p>ครั้นออกพรรษาก็ต่างแยกทางกันไป ซึ่งบางครั้งก็จะมาอยู่ร่วมกัน ณ ถ้ำของเขาภูคาเป็นครั้งคราวจนล่วงย่างเข้าสู่วัยชราภาพประมาณเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ทั้งสองท่านพบกันก็ได้ปรารภถึงสถานที่ที่มีบุญคุณมากที่สุดคือ ถ้ำภูคา จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่านทั้งสองได้อาศัยบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงอริยสัจธรรม สมควรจะได้จัดสร้างพระพุทธปฏิมากรจำลองพระพุทธลักษณะมาจากพระเกศแก้วจุฬามณี ณ แดนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ตกลงให้ขนาดบ่ากว้าง ๖ วา ๒ ศอก สูง ๙ วา สร้างแบบเครื่ององค์ประดิษฐาน ณ ยอดเขาภูคา เพื่อเป็นอนุสาวรย์ทัศนา นุตริยะปูชนียสถานของพระพุทธศาสนิกชนทั่วไปและเป็นอนุสรณ์ที่ทั้งสององค์ได้พำนักอาศัยบำเพ็ญบุญบารมี จนบรรลุถึงอริยสัจธรรมขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าพระบรมศาสดาเองของโลก ดังนั้นท่านทั้งสองพร้อมคณะศิษย์ผู้ศรัทธาจึงได้เริ่มจัดสร้าง?พระพุทธเกษแก้วจุฬามณี??ขึ้นประจำยอดภูเขาภูคา ต.หัวหวาย อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ จนเสร็จเรียบร้อยโดยใช้ช่วงเวลาสร้างไม่นาน (พระครูพลอย แม่ชีผวน พระเงิน เป็นผู้จัดดำเนินการหาทุนสร้างเป็นอนุสรณ์ให้กับหลวงพ่อสงฆ์ พรหมเถระ???หลวงปู่บุดดา ถาวโร)</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ต้องอธิกรณ์</span></strong></p>
<p>เมื่อหลวงพ่อสงฆ์กับหลวงปู่บุดดาแยกทางกันตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ แต่พอออกพรรษาแล้วท่านมักจะพบกันเสมอ บางครั้งก็ร่วมทางกันต่อไป แต่ตอนปลายปี ๒๔๗๔ ต่อต้นปี ๒๔๗๕ ท่านร่วมเดินทางมาด้วยกันพอถึงจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ญาณวโร เจ้าอาวาสวัดเทพศรินทราวาส ท่านทั้งสองก็ถูกอธิกรณ์เขาพาท่านทั้งสองมาหาสมเด็จวัดเทพศิรินทร์ฯ สมเด็จท่านจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน หลวงพ่อทั้งสองท่านไม่มีประโยคประธานใด ๆ แต่ท่านอ้างธรรมปฏิบัติตามปฏิปาที่ท่านรู้เห็นของท่านขึ้นโต้แย้ง ปริยัติเป็นเสมือนแบบแผนเท่านั้น แต่การปฏิบัตินั้นเป็นการทำจนปรากฏของจริงขึ้นประจักษ์แก่ใจ</p>
<p>สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ท่านจึงตั้งกรรมการทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติขึ้นสมทบของท่านร่วมกันผลปรากฏไม่พบความผิดจึงเป็นที่เล่าลือกันในตอนต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่าพระสุปฏิปันโนจากป่า เข้ากรุง</p>
<p>จากผลของการสอบสวนในครั้งนั้นทำให้หลวงปู่ได้พบปะและสบอัธยาศัยกับพระผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุตหลายองค์ ต่อมาท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) มารดาพระสุจริตสุดา และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี ในพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (รัชการที่ ๖) ได้นิมนต์ไปจำพรรษา ณ วัดสัมพันธวงศ์ หลวงปู่จึงไปพำนักที่วัดสัมพันธวงศ์ในเดือนเมษายนปีนั้น แต่ในปีนั้นหลวงปู่คงไม่ได้จำพรรษาเนื่องจาก&#8230;</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">หลวงปู่ไปเมืองเพชร</span></strong></p>
<p>ท่านอาจารย์เหล็งฯ เป็นภิกษุชาวเพชรที่อยู่ ณ วัดสัมพันธวงศ์ เลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่และขออาราธนาหลวงปู่ให้ไปโปรดญาติโยมของท่านทางเมืองเพชรก่อน ต่อใกล้พรรษา จึงค่อยกลับมาวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอัธยาศัยของหลวงปู่อยู่แล้ว การเดินทางคราวนั้น มีท่านอาจารย์สันติฯ ชาวนครสวรรค์ ร่วมติดตามไปด้วย หลวงปู่จึงไปจำพรรษา ณ วัดเนรัญชรา วัดธรรมยุติของจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่ก่อน ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ (การเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ในพรรษาต่อมาก็ จำพรรษา ณ วัดสนามพราหมณ์ และวัดเหนือวน จังหวัดราชบุรี ในพรรษาต่อไปและต่อจากนั้นจึงได้เข้ามาจำพรรษา ณ วัดราชาธิวาส ในกรุงเทพฯ เป็นพรรษาแรกในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ หรือ ๗๙ แต่แน่นอนก็คือเป็นปีที่ท่านครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ถูกส่งมาสอบสวนและพักที่วัดเบญจมบพิตร</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วัดบุญทวี ถ้ำแกลบ</span></strong></p>
<p>วัดนี้สร้างด้วยความร่วมมือสมานฉันท์ของชาวเพชรบุรี ทั้งสองนิกายคือ ธรรมยุติและมหานิกาย (เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อสงฆ์และหลวงปู่บุดดาเป็นสื่อจูงใจ) ดังปรากฏกุฏิหลวงพ่อสงฆ์เดิม ภายหลังต่อมากลับกลายเป็นห้องสมุดของสำนักปฏิบัติ อุโบสถก็เป็นอุโบสถที่มีการผูกพัทธสีมา ทั้งแบบธรรมยุติและมหานิกาย ฝ่ายปริยัตินั้นอยู่พื้นที่ส่วนราบฝ่ายปฏิบัติอยู่บนภูเขา</p>
<p>เนื่องจากวัดเพชรบุรีเป็นที่ ๆ หลวงปู่จำพรรษามากกว่าที่อื่น ๆ ยกเว้นจังหวัดสิงห์บุรี ประกอบกับท่านเป็นพระของทั้งสองนิกาย ชาวเพชรบุรีจึงศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านมาก ขนาดสามล้อแย่งกันนิมนต์ขึ้นรถของตัวเอง เขามีความเชื่อว่าถ้าหลวงปู่ได้นั่งรถของเขาแล้ววันนั้นเขาจะได้ลาภมากกว่าปกติไม่ว่าจะเป็นสามล้อหรือรถโดยสารธรรมดาในจังหวัดเพชรบุรีแล้ว เขาต้องนิมนต์ให้ท่านขึ้นรถของเขาถ้าพบว่าท่านตามทาง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">งานเดียวถูกนิมนต์ ๓ วาระ</span></strong></p>
<p>ในงานฌาปนกิจศพของคหบดีคนหนึ่งของวัดเจ้าคณะตำบลใกล้วัดถ้ำแกลบนี้เอง ซึ่งบุตร ทั้ง3?คน เป็นเจ้าภาพร่วมกันพอวันงานปรากฏว่าพระขาดไปรูปหนึ่ง น้องคนเล็กจึงไปนิมนต์หลวงปู่บุดดาจากวัดถ้ำแกลบ พอมาถึงท่านก็นั่งยังอาสนะที่เขาจัดไว้ เจ้าภาพได้เถียงกัน พี่ชายคนกลางว่าไปนิมนต์พระมาเช่นกัน ท่านได้ฟังก็ลุกอาจสนะลงมาข้างล่างและพระที่พี่ชายคนกลางนิมนต์มาก็เข้านั่งประจำที่แต่แล้วเจ้าภาพทั้งสองคนก็ตกลงจัดที่เพิ่มและนิมนต์หลวงปู่ขึ้นไปใหม่ ต่อพอพี่ชายคนโตมาถึงก็เอ็ดใหญ่ไม่ยอมฟังคำชี้แจงของน้องทั้งสองคน เขาเล่าว่าไม่เห็นท่านแสดงอาการอย่างไร ท่านก็ลุกจากอาสนะอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินผ่านมาทางซ้ายสุด เพราะมีผู้คนมามากแล้ว คราวนี้ท่านไม่หยุดดังคราวก่อนได้เดินผ่านประตูทางออกไปเลย ตอนหลังเจ้าภาพตกลงกันได้จึงวิ่งไปนิมนต์ท่านกลับมาใหม่ หลวงปู่ก็เลยกลับมานั่งยังอาสนะเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วัววิ่งชนหลวงปู่</span></strong></p>
<p>หลวงปู่ได้รับนิมนต์จากชาวบ้าน จ.เพชรบุรี พร้อมด้วยอาจารย์เหล็ง พอถึงหน้าบ้านท่านก็ร้องให้เจ้าภาพของวัวผูกวัว เจ้าของบ้านออกมายืนนอกชาน ร้องนิมนต์ให้เข้ามาเถิดไม่เป็นไรหรอกท่านก็เดินเข้าบ้าน เจ้าวัวไม่ยอมรับรู้วิ่งก้มหัวเข้าใส่ทันที พอมันเข้ามาใกล้ท่าน อาจารย์เหล็งเห็นดังนั้นคิดอุทิศชีวิตถวายหลวงปู่ถลันขึ้นไปเสมอกับท่านไม่ทันล้ำไปข้างหน้า ทันใดขาทั้ง ๔ ของเจ้าวัวตัวนั้นเหมือนถูกตรึงอยู่ห่างจากหลวงปู่ประมาณ ๒ วา เจ้าของวัวจึงได้นำวัวมันไปผูก เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ชาวเมืองเพชรบุรีเล่าลือกันทั่วไป</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">แชะ แชะ</span></strong></p>
<p>อีกคราวหนึ่งมีนายทหารถือปืนเข้าวัดมาเพื่อจะยิงนก เข้ามาในวัดจนถึงหน้ากุฏิท่าน ท่านเลยชี้บอกนายทหารคนนั้นว่าโน่นไงนก นกกำลังเกาะกินลูกไม้บนต้นไม้ใหญ่ใกล้กุฏิท่าน ท่านบอกให้ยิงเพียง ๒ ครั้งเท่านั้น นายทหารคนนั้นเอาปืนยิงทันที ครั้งแรกดังแชะไม่ออก ครั้งที่ ๒ ดังแชะอีก ไม่ออก ท่านอาจารย์เหล็กจึงบอกว่า ไม่ได้ อย่ายิงอีกนะปืนจะแตก นายทหารคนนั้นก็เชื่อ และไม่เข้ามาในวัด อีกเลย ส่วนอาจารย์เหล็งนั้นเมื่อติดตามหลวงปู่บุดดามาเพชรบุรีแล้วก็ไม่ได้กลับกรุงเทพฯ ครั้งสุดท้ายท่านอยู่วัดบุญทวี ถ้ำแกลบและมรณะภายที่วัดนี้เอง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พบครูบาศรีวิชัย</span></strong></p>
<p>หลวงปู่จำพรรษา ณ วัดราชานิวาส สมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้นคือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิตร ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ หลวงปู่ได้ไปเยี่ยมท่านครูบาศรีวิชัยที่วัดเบญจมบพิตร ท่านเล่าว่าครูบาศรีวิชัยเห็นหลวงปู่ไม่พาดสังฆาฏิ จึงทักท้วงว่า?เราเป็นนายฮ้อยก็ต้องให้เขารู้ว่าเป็นนายฮ้อยไม่ใช่นายสิบ??นี่คือสาเหตุที่หลวงปู่ท่านไปไหนก็ตามท่านจะพาดสังฆาฏิเสมอ ครูบาศรีวิชัยได้ถวายคนโทน้ำที่ท่านใช้ให้หลวงปู่ลูกหนึ่ง คนโทลูกนั้นคงยังอยู่ที่วัดราชาธิวาสนั่นเอง พอออกพรรษาท่านจากไปก็เพียงบาตร ห่อผ้าอาบน้ำและร่มเท่านั้น ถ้าออกป่าก็มีกาน้ำอีกลูกหนึ่ง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ท่านพุทธทาสนิมนต์ไปสวนโมกข์</span></strong></p>
<p>ระหว่างที่ท่านจำพรรษาที่วัดราชาธิวาสนั้น ท่านพุทธทาสได้พบและสนทนาวิสาสะเป็นที่ถูกใจ จึงได้ออกปากนิมนต์ไปจำพรรษาที่สวนโมกข์พลาราม ท่านบอกท่านพุทธทาสว่า อย่าให้ท่านเป็นผู้ทำลายแบบแผนที่วางไว้เลย จากเหตุคราวนั้น ทำให้ท่านพุทธทาสแก้ไขระเบียบที่ว่าผู้ที่จะเข้าพำนักในสำนักของท่านได้ ต้องเป็นเปรียญหรือนักธรรมเอก มาเป็นข้อยกเว้นว่า หากไม่มีประโยคประธานใด ๆ ท่านต้องทดสอบก่อน</p>
<p>เกี่ยวกับท่านพุทธทาสนั้น เมื่อคราว?หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ไปยังเพชรบุรีได้พบกับท่านพุทธทาสอีก ซึ่งต่อมาหลวงปู่บุดดาได้ไปเยี่ยมท่านพุทธทาสที่สวนโมกข์อีกหลายครั้ง บางครั้งก็พักค้างคืน ครั้งหลังสุดเป็นช่วงก่อนเข้าพรรษาปี ๒๕๓๓ ท่านก็ยังไปเยี่ยมท่านพุทธทาสจวบจนท่านปรารภว่าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ไม่ข้ามหมา</span></strong></p>
<p>หลวงปู่ท่านได้ไปจำพรรษาที่จังหวัดระยอง?วันหนึ่งท่านมีธุระที่จะต้องเดินไปกุฏิอีกหลังหนึ่งทาง ที่จะไปนั้น ต้องข้ามสะพานไม้ที่ทอดไป แต่บนสะพานนั้นมีสุนัขตัวหนึ่งนอนขวางทางอยู่ ท่านก็ไม่ข้ามกลับเดินลงไปลุยโคลนแทนที่จะข้ามสุนัขตัวนั้น ท่านว่า ไม่อยากให้ผู้อื่นได้รับความ ขุ่นเคือง และเป็นการเบียดเบียน โดยเห็นแก่ความสะดวกของตนเองแม้เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน ท่านก็ยังไม่ข้าม แสดงถึงคุณธรรมอันสูงส่งในจิตใจของท่าน</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">เจ้าคุณ ๘ ประโยค</span></strong></p>
<p>หลวงปู่ถูกนิมนต์ให้ไปเทศน์คู่กับท่านเจ้าคุณองค์หนึ่ง ท่านก็คงเห็นหลวงปู่เป็นพระบ้านนอกรุ่มร่ามทำนองนั้น และไม่มีประโยคประธานใดๆ เพียงพระบุดดาธรรมดาๆ เท่านั้นท่านเจ้าคุณได้ถามหลวงปู่ว่า??ท่านจะเทศน์เรื่องอะไร??หลวงปู่ก็ตอบว่า??เรื่องตัวโกรธ กิเลสตัณหา?ท่านเจ้าคุณก็ถามว่า??ตัวโกรธเป็นอย่างไร??หลวงปู่ก็พูดว่า??ส้นตีน ไงละ??เจ้าคุณโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง และไม่ยอมเทศน์ร่วมกับหลวงปู่ หลวงปู่ท่านต้องเทศน์องค์เดียวเมื่อเทศน์จบแล้วท่านไปขอขมาเจ้าคุณเข้าใจว่าตัวโกรธเป็นอย่างนี้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">หลวงปู่กับสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรรมหลวงวชิรญาณวงศ์</span></strong></p>
<p>หลวงปู่ท่านเรียกสรรพนามสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้ว่า??สมเด็จไส้ออก??เวลาท่านผ่านมาทางวัดบวรนิเวศ ถ้าพระองค์เห็นเข้าก็จะจูงมือหลวงปู่ขึ้นบนกุฎิปิดประตูสนทนากัน และจัดให้หลวงปู่จำวัดในพระตำหนักด้วย ท่านบอกว่า??ท่านบุดดามีพร้อมแล้วไม่ติดที่อยู่ พอออกพรรษาก็ออกไปเหมือนนกกระจอก อ้ายเรามันติดที่อยู่ที่นี่จนออกพรรษาแล้วก็ยังอยู่กับที่?</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">พระฝ่ายปฏิบัติอื่น ๆ กับหลวงปู่</span></strong></p>
<p>พระฝ่ายปฏิบัติอันเป็นที่เคารพสักการะมีอยู่ทุกภาคและแทบทุกท่านมักจะได้เคยพบวิสาสะกันตอนจาริกธุดงค์เพราะต่างก็แสวงหาสถานที่วิเวก และมีสิ่งเกื้อกูลอื่นๆ เหมือนๆ กัน สถานที่เช่นนั้นจึงเหมือนเป็นจุดนัดพบของพระฝ่ายปฏิบัติ และจุดสำคัญต่างๆนี้ท่านออกธุดงค์จะต้องผ่าน เช่น ภาคกลาง มีพระพุทธบาท พระพุทธฉายและเขาวงพระจันทร์ ภาคเหนือก็พระแท่นศิลาอาสน์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็พระธาตุพนมและพระปฐมเจดีย์ของภาคกลางด้วย พระสายปฏิบัติฝ่ายธรรมยุต สายท่านเจ้าคุณอุบาลี และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สายนี้พูดได้ว่าหลวงปู่รู้จักเป็นส่วนมาก ที่พรรษาสูงกว่าหลวงปู่เรียกหลวงพ่อ เช่นเรียกหลวงพ่อมั่น หลวงพ่อเสาร์และอาจารย์สิงห์ ฯลฯ รุ่นเรียกอาจารย์ ก็คือรุ่นราวคราวเดียวกันหรืออ่อนกว่า กล่าวได้ว่าสายปฏิบัติฝ่ายธรรมยุตกับฝ่ายปฏิบัติธรรมของมหานิกาย สายหลวงปู่เภา พุทธสโร และหลวงปู่บุดดาท่านไม่มีความรังเกียจซึ่งกันและกันเลย จะเห็นได้จากประวัติของท่านสุภัทโท (เจ้าคุณโพธิญาณเถระ) นอกจากนั้น วัดมหานิกายที่ถือข้อวัตรปฏิบัติแบบหลวงพ่อเภากับวัดธรรมยุตของจังหวัดลพบุรีท่านก็มีการติดต่อกันอยู่เสมอ</p>
<p>คราวหนึ่งหลวงปู่ได้พบหลวงพ่อสด จันทสโร จากวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ โดยบังเอิญ ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ อุตรดิตถ์ เมื่อได้สนทนาธรรมและร่วมทำวัตรสวดมนต์โดยมีหลวงพ่อเกรียง กิตติธรรมโม จากวัดหินหักใหญ่ ลพบุรีร่วมธุดงค์มาด้วย ได้ชวนกันจาริกไปพระธาตุดอยสุเทพโดยธุดงค์ไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาแรมเดือนจึงถึงจุดหมายแล้วเมื่อร่วมพักปฏิบัติธรรมอยู่ ๗๕ วัน ต่างก็แยกทางกันตามอัธยาศัย ซึ่งหลวงปู่ชอบธุดงค์องค์เดียว</p>
<p>หลวงปู่ปานวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา หลวงปู่เรียกหลวงพ่อปาน ท่านบอกว่า?หลวงพ่อปาน ท่านปรารถนาพุทธภูมิ??ท่านออกธุดงค์แต่ละครามีพระ เณร อุบาสิกา ติดตามเป็นขบวนยาวมาก?ที่ที่ท่านพบกันเสมอก็คือบริเวณเขาวงพระจันทร์ที่ซึ่งในเวลาต่อมาหลวงปู่ปานได้มาสร้างเป็นวัดสะพานนาค</p>
<p>สายครูบาศรีวิชัย นอกจากครูบาเองท่านยังสั่งมอบหมายไว้ ก็คือ หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งหลวงปู่มีความเคารพเป็นอย่างยิ่ง และนับถือพระสุพรหมยานเถรเป็นพี่ชายของท่าน หลวงปู่สิม พุทธจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่อยู่บ่อย ๆ ด้วยความปิติและเบิกบานในอมตธรรมเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">เจ้าคุณพระสิทธิสารโสภณ และแม่ชีบุญเรือนพบหลวงปู่</span></strong></p>
<p>ท่านเจ้าคุณพระสิทธิสารโสภณ อดีตเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม ก่อนจะมาอยู่วัดอาวุธฯ นั้นท่านเคยอยู่วัดสัมพันธวงศ์และได้พบกับหลวงปู่ ณ ที่นั้นเอง หลวงปู่แนะนำท่านเจ้าคุณให้รักษาศีลเท่าชีวิต ท่านก็นำมาปฏิบัติจนกระทั่งปรากฏแสงสว่างเกิดขึ้นเป็นที่น่าอัศจรรย์ ท่านจึงเลื่อมใสศรัทธาและฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านเจ้าคุณได้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม ท่านก็นิมนต์หลวงปู่มาจำพรรษาที่วัดอาวุธฯ หลวงปู่ก็มาพักเป็นครั้งคราวและในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงได้มาจำพรรษาที่วัดอาวุธฯ ๒ ปี ท่านมาครั้งนี้ท่านเจ้าคุณได้มรณภาพแล้ว โบสถ์ วิหารที่ท่านสร้างไว้ก็ยังไม่เสร็จหลวงปู่ท่านมาอยู่ก็ช่วยสร้างศาลาและที่เก็บน้ำไว้ให้และทอดกฐินร่วมสร้างโบสถ์ที่ยังค้างอยู่</p>
<p>ขณะที่ท่านเจ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ได้เคยเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า ตอนหลวงปู่อยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ เวลาหลวงปู่แสดงธรรมมีคนมาฟังธรรมกันแน่นมาก รวมถึงคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ก็ได้มีโอกาสฟังธรรมและมอบตัวเป็นศิษย์ได้นำคำสอนของหลวงปู่มาปฏิบัติและบำเพ็ญความเพียรด้วยตนเองจนได้บรรลุธรรม (ปัจจุบันกระดูกกลับกลายเป็นอรหันตธาตุอยู่ ณ วัดอาวุธฯ) ท่านเจ้าคุณเคารพในปฏิปทาของแม่ชีบุญเรือนมาก ดังนั้นเมื่อท่านเจ้าคุณมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอาวุธฯ และเมื่อคุณแม่ชีบุญเรือนมา สิ้นชีวิตลงแล้วท่านเจ้าคุณได้อนุญาตให้สร้างศาลาคุณแม่บุญเรือนไว้ที่วัดอาวุธฯ เพื่อเป็นอนุสรณ์</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ช่วงปลายชีวิต</span></strong></p>
<p>เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ขณะหลวงปู่บุดดา?อายุ ๘๔ ปี ได้มาจำพรรษา ณ วัดอาวุธสิตาราม เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ตามที่ท่านเจ้าคุณพระสิทธิสารโสภณ เจ้าอาวาสนิมนต์ไว้ และในปีนั้นท่าน เจ้าคุณก็ได้มรณภาพลงโดยขณะนั้นทั้งโบสถ์และวิหารที่สร้างขึ้นยังไม่แล้วเสร็จ</p>
<p>และในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ นั้นเอง หลวงปู่บุดดาได้ช่วยสร้างศาลาและที่เก็บน้ำสำหรับพระสงฆ์ สามเณรและคณะศิษย์ได้ใช้ และเป็นประธานจัดพิธีทอดผ้ากฐินสมทบสร้างพระอุโบสถที่ยังค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ พร้อมได้สร้างศาลาธรรมสารขึ้นเพื่อเป็นศาลาปฏิบัติกรรมฐาน</p>
<p>ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ หลวงปู่บุดดาต้องเข้ารักษาตัว ณ โรงพยาบาลตำรวจเมื่อหายแล้ว ท่านได้กลับไปเยี่ยมและพักผ่อน ณ วัดบุญทวี ถ้ำแกลบ จ.เพชรบุรี ช่วงระยะหนึ่งเมื่อจวนเข้าพรรษา หลวงปู่เย็น ทานรโต เจ้าอาวาสวัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.พักทัน จ.สิงห์บุรี ในสมัยนั้นได้นิมนต์ขอให้หลวงปู่ไปจำพรรษากับท่าน หลวงปู่จึงได้จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่เย็นโดยมีพระมหาทอง กาญจโน ศิษย์และอุปัฏฐากผู้ใกล้ชิดติดตามมาอยู่ด้วย สำหรับวัดกลางชูศรีเจริญสุขนั้น ได้สร้างมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเป็นวัดร้าง หลวงปู่เย็นได้เริ่มดำเนินการบูรณะและก่อสร้างโบสถ์ขึ้นก่อน ต่อเมื่อหลวงปู่บุดดามาอยู่ ด้วยบารมีของท่านและหลวงปู่เย็นและด้วยการบริหารของพระมหาทองจึงทำให้วัดกลางชูศรีเจริญสุขพัฒนาขึ้นจนเป็นวัดที่มีความสมบูรณ์สวยงามสง่านับเป็นวัดที่ทันสมัยวัดหนึ่ง</p>
<p>เนื่องจากคณะศิษย์จำนวนมากในช่วงหนึ่ง ทราบว่าหลวงปู่เป็นผื่นคันตามตัว ต่างคนต่าง ก็นำแป้งหอมชนิดต่าง ๆ มาน้อมถวายคราวละมาก ๆ เมื่อลากลับหลวงปู่ได้เมตตานำแป้งที่ได้รับไว้กลับเอามา แล้วให้แบมือขึ้นเทแป้งใส่ให้พร้อมกับบอกให้ทาแป้งมงคลเสีย กันขี้กราก ขี้เกลื้อน กันหลง กันลืม ให้หายโรคหายภัย จนกระทั่งเป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่ ที่แจกแป้งมงคลให้คณะศิษย์ธรรมได้หน้าขาว สวยสง่าขึ้นทุก ๆ คน ซึ่งท่านจะแจกให้หมดทั้งพระสงฆ์ สามเณร และโยม พร้อมบอกว่า ?ตั้งแต่ศีลแปดขึ้นไป ก็ทาเป็นยาได้&#8230;. เอาแป้งไปทาแล้ว มันหายโรคหายภัยได้จะว่าอย่างไรเล่า !?</p>
<p>หลังจากจบกิจ พรรษาที่ ๔ แล้วท่านได้ออกจาริกทั่วทั้งประเทศไทยตลอดจนถึงพม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย และได้ออกเทศนาสั่งสอนทั้งภิกษุ สามเณร ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ด้วยการสั่งสอน โปรดสัตว์ ช่วยการก่อสร้างถาวรวัตถุระดับคุณธรรมให้สูงขึ้นทุกเพศชั้นวรรณะโดยหลวงปู่ได้ออกเยี่ยมเยียนจนถึงที่อยู่ เช่นเดียวกับสมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้า ซึ่งได้กล่าวแก่สาวกทั้งหลายว่า จงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย</p>
<p>ในช่วงระหว่างปี ๒๕๒๒ จนถึง ๖ ก.พ. ๒๕๓๖ หลวงปู่คงจาริกไปโปรดศิษย์และญาติโยม โดยอาศัยรถพาหนะของรถวัดกลางชูศรีฯ และศิษย์ผู้ติดตามทั้งพระภิกษุ สามเณรและฆราวาส?โดยเฉพาะพระครูโสภณจารุวัฒน์ (พระมหาทอง กาญจโน) รองเจ้าคณะอำเภอบางระจัน เจ้าอาวาสวัดกลางชูศรีเจริญสุข และพระสมบุญ ญาณวิเวโกได้เฝ้าดูแลใกล้ชิดติดตามท่านออกโปรดญาติโยมที่นิมนต์ท่าน แม้ว่าท่านเองจะไปด้วยตนเองไม่ไหวต้องอาศัยศิษย์ช่วยพยุงท่านเดินถึง ๒ ท่าน มีพยาบาลจาก รพ.สิงห์บุรีคอยดูแล หลวงปู่ก็ยังรับนิมนต์จากศิษย์และญาติโยมออกโปรดด้วยการแสดงธรรม หรือพุทธาภิเษก ฉัน รับสังฆทานร่วมพิธีต่าง ๆ อาจารย์มหาทอง กาญจโน เป็นเจ้าอาวาสและติดตามอุปัฏฐากหลวงปู่มาแต่ปี ๒๕๒๐ จนถึงที่สุดแห่งวาระชีวิตของหลวงปู่</p>
<p>หลวงปู่ได้ปฏิบัติของพระศาสนาดังกล่าวมานี้ไม่สามารถจะหาที่เปรียบพระคุณหลวงปู่ได้แม้กระทั่งว่า ศิษย์ได้สอบถามท่านว่าเวลาพักผ่อนของหลวงปู่เวลาจะหลับตั้งใจให้หลับ หรือว่าหลับไปเอง ท่านกล่าวให้ฟังว่า หลับไปเอง กลางวันทำงาน ๑๐ ชม. พักผ่อน ๒ ชม. และกลางคืนทำงาน ๑๐ ชม. พักผ่อน ๒ ชม. เว้นแต่หลวงปู่เจ็บป่วย จากการสอบถามและได้รับเมตตาจากหลวงปู่เล่าให้ฟังปะติดปะต่อมา</p>
<p>หลวงปู่ได้เคยไปสนทนาธรรมพบปะ และเยี่ยมเยียนกันกับพระเถระที่มรณภาพไปแล้วหลาย ๆ ท่าน ได้แก่ ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงพ่อเติม หลวงพ่อจาด หลวงพ่อจง หลวงพ่อรุ่ง หลวงพ่อเงิน หลวงพ่ออี๋ หลวงพ่อปาน มีทั้ง ๓ ปาน ครูบาพรหมจักร ท่านเจ้าคุณนรฯ เจ้าคุณอุบาลี สมเด็จพุฒาจารย์ (อาสภเถระ) หลวงปู่ดู่ หลวงปู่ชา ท่านพุทธทาส หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่สิม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่วัย หลวงพ่อสังวาลย์ หลวงพ่อพุธ ครูบาชัยวงษา หลวงพ่อแพ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แว่น หลวงพ่อคง จันตตามโร ครูบาธรรมชัย หลวงพ่อมหาอำพัน หลวงปู่สาม หลวงปู่โง่น ครั้งป่วยอยู่ รพ.ศิริราชฯ และพระเถระที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้แก่ สมเด็จสังฆราชญาณสังวรฯ หลวงพ่อเพ็งฯ, หลวงพ่อ บุญเพ็ง, หลวงปู่เหรียญ, อาจารย์วิชัย, อาจารย์จำเนียร, อาจารย์จรัล, หลวงพ่อเหรียญ, หลวงพ่ออุตตมะ ฯลฯ</p>
<p>ส่วนฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา ที่นิมนต์หลวงปู่ ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่เลือกชั้นวรรณะได้โปรดอย่างทั่วถึง ผู้ที่ได้เคยใกล้ชิดท่านบ้างจะทราบได้ทันทีว่า บารมีหลวงปู่เมื่อไปอยู่ใกล้ท่านจะได้รับความสงบเยือกเย็นอย่างประหลาด แต่ก็ยังมีบางท่านไม่เข้าใจในปฏิปทาในช่วงที่ท่านอายุมากแล้ว เช่นหลวงปู่แจกแป้ง หลวงปู่จับเงินทอง หลวงปู่จับหัวสตรี หลวงปู่ห่มผ้าไม่เหมือนพระองค์อื่น หลวงปู่ไม่ค่อยจะสอนวิธีปฏิบัติ หลวงปู่นอนห้องแอร์ และอื่น ๆ เนื่องจากท่านเหล่านั้นไม่ได้ติดตามหลวงปู่เป็นเวลานาน ๆ เท่าที่ควร และเพิ่งจะได้พบหลวงปู่ช่วงที่อายุมากแล้ว ขอให้ท่านได้ติดตามศึกษาชีวประวัติท่านให้ตลอดก่อน และหลักธรรมคำสอนที่ท่านได้แนะนำให้มาตลอด</p>
<p>ซึ่งหลวงปู่ได้เคยเตือนว่าในสมัยพุทธกาลเศรษฐีได้ถ่มน้ำลายไล่พระอรหันต์ขี้เรือน ที่บิณฑบาตผ่านหน้าบ้านเศรษฐี ตายไปต้องตกนรกถึง ๕๐๐ ชาติ และชาติที่ได้สำเร็จเป็นพระโสดา ก็ยังต้องถูกโจรฆ่าตาย เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นได้พบหลวงปู่เวลาสั้น ๆ จึงขอให้ท่านขอขมากรรมและ ขออโหสิกรรมต่อท่านเสีย</p>
<p>หลวงปู่เล่าว่า แม้ท่านจะจำพรรษาที่แห่งเดียวติดต่อกันบ้างบางแห่ง แต่ท่านว่าท่านไม่เคยอยู่ที่ใดติดต่อกันตลอดทั้งปี เพราะพอออกพรรษาหลวงปู่ก็ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าตามเขาจนอายุใกล้ ๗๘ ปี ร่างกายของท่านทรุดโทรมแล้วจึงหยุดเข้าป่าขึ้นเขา แต่ท่านก็ยังจาริกไปตามอัธยาศัยท่านบิณฑบาตโดยไม่กลับย้อนหลัง บิณฑบาตที่เชียงใหม่ไปฉันที่เชียงราย คือวันหนึ่งท่านฉันมื้อหนึ่งและเว้นไปอีกวันท่านจึงฉัน จนกระทั่งท่านอายุมากแล้ว อายุ ๘๐ ปี ท่านจึงหยุดการปฏิบัติตนเองแบบเคร่งครัดเพื่อพักผ่อน กายสังขารตามคำนิมนต์ของบรรดาศิษย์</p>
<p>อาจารย์มหาทอง กาญจโน เจ้าอาวาส วัดกลางชูศรีฯ เป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาได้ติดตามอุปัฏฐากหลวงปู่บุดดามาแต่ปี ๒๕๒๐ เริ่มแต่วัดอาวุธวิกสิตาราม กทม. ได้กล่าวว่า ?หลวงปู่เป็นพระพอดี ไม่ได้เกินดี ไม่ได้ขาดดี? เช่นถามเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ หนาวไหม หนาวพอดี ร้อนไหม ร้อนพอดี เกี่ยวกับการขบฉัน การเจ็บป่วย จะไม่เคยเรียกหาอะไรเพิ่มเติมเลย เวลาท่านฉัน ไม่เคยบอกก่อนเลยว่าท่านเจ็บป่วย ต้องสังเกตเอาเองและคอยสอบถามท่านว่าไม่สบายมีอาการเป็นอย่างไร</p>
<p>ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะท่านเคยเล่าให้ฟัง ว่าท่านเคยอธิฐานไม่นอนเลยระหว่างเข้าพรรษาก็ทำมาแล้ว ธุดงค์โดยไม่ต้องมีกลดมีมุ้ง ทางแถบชายทะเลตะวันออกยุงกัดเลือดท่านบินไม่ไหวท่านกล่าวว่าไม่เกิน ๗ วัน เดี๋ยวมันก็ตายไปเองอยู่แล้วสงสารมัน แต่ข้าพเจ้าก็เกิดอัศจรรย์ใจราวปี ๒๕๒๙ ที่ได้ไปพบท่านจำวัด ณ วัดกลางชูศรีฯ โดยที่ท่านไม่ต้องกางมุ้งแต่ไม่เห็นมียุงกัดกินเลือดท่านเลย</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ละสังขาร</span></strong></p>
<p>สำหรับพระอรหันต์ถึงแม้ว่ามีคุณวิเศษสามารถแยกจิตกับกายออกจากกันได้แล้วก็ตาม แต่ย่อมไม่สามารถที่จะบังคับให้กายสังขารทรงความมีชีวิตให้ยิ่งยืนนานตลอดไปได้ฉันใดกายสังขารของหลวงปู่บุดดา ถาวโร ก็เช่นเดียวกัน</p>
<p>เมื่อวันที่ ๖ ก.พ. ๒๕๓๖ หลวงปู่บุดดาได้ไปร่วมพิธีทำบุญ ๑๐๐ วัน หลวงพ่อพระราชพรหมยานเถร (หลวงพ่อฤาษี) ณ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หลังท่านกลับถึงวัดกลางชูศรีเจริญสุขแล้วเวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. หลวงปู่มีอาการป่วยกะทันหัน พระครูโสภณจารุวัฒน์ (พระอาจารย์ มหาทอง) จึงได้นำส่งโรงพยาบาลสิงห์บุรี นายแพทย์วิศิษฐ์ ถนัดสร้าง ได้นำหลวงปู่เข้าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่โรงพยาบาล หมอประเจิดพบว่าสมองด้านซ้ายฝ่อเส้นโลหิตอุดตัน และปอดอักเสบ หลวงปู่หอบเพราะเสมหะตกค้างในปอดมาก แพทย์ตัดสินใจใส่ท่อช่วยหายใจทางปาก</p>
<p>- ๙ ก.พ. ๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับหลวงปู่เข้าเป็นคนไข้พระราชูปถัมภ์ คณะแพทย์สิงห์บุรีจึงได้นำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาล ศิริราช ณ ห้องไอซียู โดยมี ศ.พ.ญ. นันทา มาระเนตร์ เป็นแพทย์เจ้าของไข้</p>
<p>- ๑๑ ก.พ. ๒๕๓๖ หลวงปู่ได้รับการรักษาที่ห้องอภิบาลการหายใจ (อาร์ซียู) ตึกอัษฏางค์ ชั้น ๒ หลวงปู่อาการดีขึ้นตามลำดับ หายใจได้เอง</p>
<p>- ๑๔ ก.ค. ๒๕๓๖ หลวงปู่ได้ย้ายไปที่ห้องพิเศษ?ตึก ๘๔ ปี ห้อง ๘๐๘ โดยอยู่ในความ ดูแลของแพทย์และพยาบาลประจำตึก มีพระอุปัฏฐากอยู่ประจำ ๒ รูป</p>
<p>- ๒๖ พ.ย. ๒๕๓๖ หลวงปู่มีอาการทรุดลงทั้งหอบและไอ แพทย์ได้นำเสมหะไปเพาะ เชื้อปรากฏว่าหลวงปู่ติดเชื้ออย่างแรง</p>
<p>- ๒ ธ.ค. ๒๕๓๖ แพทย์ได้ย้ายหลวงปู่กลับไปที่ห้องอาร์ซียูอีกครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น</p>
<p>- ๑๑ ม.ค. ๒๕๓๗ ช่วงกลางคืนอาการหลวงปู่สุดวิสัยที่คณะแพทย์จะเยียวยารักษาได้</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วันดับขันธ์แห่งดวงประทีปพุทธศาสนา</span></strong></p>
<p>เช้าของวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗ อาการของหลวงปู่ได้ทรุดหนักลง พระมหาทอง (พระครูโสภณจารุวัฒน์) เจ้าอาวาสวัดกลางชูศรีเจริญสุข ซึ่งคอยเฝ้าสังเกตอาการของหลวงปู่เห็นดังนั้น จึงได้แจ้งให้คณะแพทย์ทราบโดยคณะแพทย์ได้เรียกระดมแพทย์ที่ให้การรักษามาทำการเยียวยาอย่างสุดความสามารถ</p>
<p>พระมหาทองได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ท่านได้เฝ้าดูอาการหลวงปู่มาอย่างใกล้ชิด จึงคาดว่าไม่ช้านี้หลวงปู่คงมรณภาพเพราะอาการขณะนี้มีเปอร์เซ็นต์ให้หวังได้เพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ระบบการหายใจแย่ลงทุกที</p>
<p>พระครูโสภณจารุวัฒน์ หรือมหาทองได้ กล่าวอีกว่า หลวงปู่บุดดาเคยสั่งเอาไว้ว่าหากท่านมรณภาพไม่ให้จัดพิธีงานศพใดๆ ทั้งสิ้นด้วยเกรงว่าจะเป็นการสิ้นเปลือง</p>
<p>แต่แล้วเมื่อเวลา ๑๙.๓๐ น. ทางคณะแพทย์ได้แจ้งให้บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายได้ที่เฝ้ารอดูอาการของหลวงปู่ที่หน้าห้องไอซียู ว่าหลวงปู่ได้ละสังขารไปอย่างสงบแล้ว</p>
<p>เหมือนสายฟ้าฟาดลงมายังบรรดาสานุศิษย์ที่มารอฟังข่าวของหลวงปู่ และยังเป็นข่าวร้ายอีกด้วย</p>
<p>เป็นเวลา ๓๔๐ วัน ที่หลวงปู่ต้องทนต่อสู้กับโรคปอดบวม สมองซีกซ้ายฝ่อและเส้นโลหิตอุดตัน ท่ามกลางความเศร้าสลดของบรรดาคณะแพทย์ที่ให้รับการรักษาและสานุศิษย์ทั้งหลายที่มารอเฝ้าดูอาการจนวาระสุดท้ายก่อนจะสิ้นลม สิริรวมอายุ ๑๐๑ ปี ๗ วัน ๗๓ พรรษา</p>
<p>ดวงประทีปแห่งพุทธศาสนาได้ดับสูญไปอีกดวงหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่หลวงปู่บุดดาได้สอนไว้ยังคงอยู่</p>
<p>&#8220;คนเราจะเป็นสุขเมื่อรู้จักพอดี ไม่มีใครได้อะไรตลอดไป หรือเสียอะไรตลอดไป ไม่มีใครหรือสิ่งไหนคงอยู่ตลอดไปโดยไม่สูญสิ้น ขอเพียงแค่รู้จักพอดีทุกคนจะเป็นสุข&#8221;</p>
<p>(คราวที่หลวงปู่ได้รับการรักษาที่ โรงพยาบาลตำรวจก็ได้รับการสงเคราะห์จากศิษย์ผู้อำนวยการ รพ. ตำรวจเป็นอย่างดีและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จเยี่ยมด้วย)</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">รายชื่อวัดที่หลวงปู่จำวัด</span></strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="80%">
<tbody>
<tr>
<td width="327" valign="top">ชื่อวัด   จังหวัด</td>
<td width="327" valign="top">ชื่อวัด   จังหวัด</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">1. วัดเนินยาว ลพบุรี</td>
<td width="327" valign="top">13. ราชาธิวาส กทม.</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">2. ผดุงธรรม ลพบุรี</td>
<td width="327" valign="top">14. โบสถ์ชนะมาร   เพชรบูรณ์</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">3. ทุ่งสิงห์โต   ลพบุรี</td>
<td width="327" valign="top">15. ศรีโขง เชียงใหม่</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">4. ปากกระพี้ ลพบุรี</td>
<td width="327" valign="top">16. เขาโขดคีรี ระยอง</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">5. บ้านทุ่ง อ.ท่าบ่อ   หนองคาย</td>
<td width="327" valign="top">17.?ช้างชนราษฎร์บำรุง   ระยอง</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">6.?ดงหนองหลวง อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์</td>
<td width="327" valign="top">18.?เขาโบสถ์   ระยอง</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">7.?ป่าหนองคู   ลพบุรี</td>
<td width="327" valign="top">19.?ใหม่พิกุลทอง   สิงห์บุรี</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">8.?หนองโนนเหนือ   สระบุรี</td>
<td width="327" valign="top">20.?สำนักสงฆ์สองพี่น้อง   ชัยนาท</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">9.?เนรัญชรา   เพชรบุรี</td>
<td width="327" valign="top">21.?สำนักศูนย์ปฏิบัติธรรม   หลวงพ่อบุดดา ถาวโร ชัยนาท</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">10.?สนามพราหมณ์   เพชรบุรี</td>
<td width="327" valign="top">22. วัดอาวุธวิกสิตาราม   กทม.</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">11. บุญเทวี ถ้ำแกลบ   เพชรบุรี</td>
<td width="327" valign="top">23. กลางชูศรีเจริญสุข   ?สิงห์บุรี</td>
</tr>
<tr>
<td width="327" valign="top">12. เหนือวน ราชบุรี</td>
<td width="327" valign="top"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>วัดที่หลวงปู่จำพรรษานานที่สุดคือ วัดในจังหวัดเพชรบุรี ๒๐ พรรษา?? ลพบุรี ๑๔ พรรษา? กทม. ๘ พรรษา???? ระยอง ๗ พรรษา??? ชัยนาท ๔ พรรษา นอกนั้น วัดละ ๑ พรรษ ๒ พรรษาเท่านั้นเอง</p>
<p align="right">ที่มา : http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-budda_hist-01.htm</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%b2-%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่อ่อน  ญาณสิริ</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 07:26:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่อ่อน  ญาณสิริ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;line-height:normal;" align="center">หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ</p>
<p class="MsoNormal" style="line-height:normal;">วัดป่านิโครธาราม  อ. หนองวัวซอ จ. อุดรธานี </p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;">ปัจจุบันนี้โลกเราต้องการคนดี  โลกต้องการการให้อภัย </p>
<p>เพราะนั่นเป็นทางแห่งความสันติสุข ต้องให้อภัย ทำใจให้กว้างขวาง</p>
<p> </p>
<p>จึงจะได้ชื่อว่า เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้จริง
</p>
<p>
</p>
<p class="MsoNormal"> </p>
<p class="MsoNormal">
<p class="MsoNormal">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p class="MsoNormal">
</p>
<p>หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เดิมชื่ออ่อน กาญวิบูลย์ เกิดวันอังคารขึ้น 7  ค่ำ</p>
<p>เดือน 7 ปีขาล พ.ศ. 2445 (ตามพ่อแม่ของท่านบอก) หรือเกิดวันอังคาร</p>
<p>ขึ้น 5 ค่ำหรือ 12 ค่ำ  (ตามปฏิทิน 100 ปี) ณ บ้านดอนเงิน ตำบลแซแล</p>
<p>อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของ นายภูมีใหญ่และนางบุญมา</p>
<p>กาญวิบูลย์ ซึ่งมีลูกทั้งหมด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-49" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/02.jpg" alt="" width="80" height="105" /></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;line-height:normal;" align="center"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">หลวงปู่อ่อน</span></strong><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> ญาณสิริ</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="line-height:normal;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">วัดป่านิโครธาราม  อ. หนองวัวซอ จ. อุดรธานี</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;"><em><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ปัจจุบันนี้โลกเราต้องการคนดี  โลกต้องการการให้อภัย</span></em><em><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></em></p>
<p><em>เพราะนั่นเป็นทางแห่งความสันติสุข ต้องให้อภัย ทำใจให้กว้างขวาง</em></p>
<p><em> </em></p>
<p><em>จึงจะได้ชื่อว่า เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้จริง<span id="more-50"></span><br />
</em></p>
<p><em><span style="font-style: normal;"><br />
</span></em></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="line-height:115%; font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></strong></p>
<p class="MsoNormal">
<p class="MsoNormal"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "><br />
</span></span></strong></p>
<p>หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เดิมชื่ออ่อน กาญวิบูลย์ เกิดวันอังคารขึ้น 7  ค่ำ</p>
<p>เดือน 7 ปีขาล พ.ศ. 2445 (ตามพ่อแม่ของท่านบอก) หรือเกิดวันอังคาร</p>
<p>ขึ้น 5 ค่ำหรือ 12 ค่ำ  (ตามปฏิทิน 100 ปี) ณ บ้านดอนเงิน ตำบลแซแล</p>
<p>อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของ นายภูมีใหญ่และนางบุญมา</p>
<p>กาญวิบูลย์ ซึ่งมีลูกทั้งหมด 20 คน  เลี้ยงจนเจริญเติบโตเพียง 10 คน</p>
<p>ท่านเป็นคนที่ 8 ของผู้ที่ยังมีชีวิตรอดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่</p>
<p>ท่านได้รู้จักทำงานช่วยเหลือพ่อแม่มาตั้งแต่อายุได้ 14 ปี</p>
<p>พ่อภูมีใหญ่ได้บวชเป็นพระอยู่นานถึง 14 ปี  ก่อนได้ลาสิกขาบทมาแต่งงาน</p>
<p>ถึงขณะนี้อายุท่านจึงมากแล้ว  ได้ทำหน้าที่ปกครองช่วยเจ้าฝ่ายศักดิ์ขวา</p>
<p>ซึ่งเป็นปู่นั่นเอง  อัญญาลุงเจ้าเมืองร้อยเอ็ดจึงได้ตั้งชื่อให้ว่าเมืองกลาง</p>
<p>(ชื่อใหม่ของภูมีใหญ่) เป็นนักปราชญ์ จำพระปาติโมกข์วิชาคาถาอาคม</p>
<p>เสียเคราะห์เสียเข็ญได้อย่างดี ทั้งกลางเมืองและนางบุญมา</p>
<p>ต่างเป็นคนมีศีลธรรมประพฤติปฏิบัติ จดจำคำสอนจากพุทธศาสนามาสอน</p>
<p>บุตรธิดา และหลานให้เข้าใจบุญบาปได้เป็นอันดี</p>
<p>หลวงปู่อ่อนท่านเกิดในท่ามกลางสภาพของธรรมชาติป่าดงอันอุดมสมบรูณ์</p>
<p>มีความอบอุ่นอยู่กับพ่อแม่ซึ่งมีฐานะไม่จนแต่ก็ไม่รวย</p>
<p>จึงมีความเป็นอยู่พอมีความสุขตามสมควรจากอาชีพทำนาเลี้ยงโคฝูง</p>
<p>ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ค้าขายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ อาชีพทำนาอาศัยฟ้าฝน</p>
<p>ถ้าปีไหนฟ้าฝนดี ข้าวไม่เกิดโรคก็จะได้ผลผลิตเกิน 1,000 ถัง</p>
<p>จากที่นา 8 ทุ่ง (แปลง)  เป็นการผลิตเพื่อบริโภคกันทุกครัวเรือน</p>
<p>มีวัวฝูงกว่า 200 ตัว  กลางวันต้อนออกคอกปล่อยไปหากินเอง</p>
<p>ตอนเย็นกลับเข้าคอกเอง ถ้าวัวไม่เข้าคอกเกิน 4-5 วัน</p>
<p>จึงออกตามไล่ต้อนเข้าคอกสักทีหนึ่ง ถ้าวัวหายไปตามหาก็ลำบาก</p>
<p>ป่าดงมันรกเสือและงูร้ายชุกชุม</p>
<p>หลวงปู่ได้เล่าถึงประวัติตนเองเมื่อครั้งช่วยพ่อแม่ทำงานด้วยความทุกข์ใหญ่</p>
<p>ว่าครั้งหนึ่งเดือนเมษายน วัวไม่กลับเข้าคอกจึงออกติดตาม</p>
<p>ไม่ได้เตรียมน้ำดื่มไปด้วยกว่าจะเห็นฝูงวัวก็บ่าย 2 โมงเข้าไปแล้ว</p>
<p>ตอไม้ตอหญ้าแพรกที่ไฟไหม้ก็แข็งเดินเท้าเปล่าไม่มีรองเท้าตอไม้ทิ่ม</p>
<p>หิวน้ำก็หิว ก่อนเข้าหมู่บ้านหัวเข่าอ่อนล้มฮวบลงลุกขึ้นหาไม้เท้า</p>
<p>ใช้สองมือยันไปจึงถึงบ้านได้? ครั้นถึงบ้านด้วยความกระหายน้ำอย่างมาก</p>
<p>จึงรีบดื่มน้ำไป 12 กระบวยใหญ่ จุกน้ำเกือบตาย</p>
<p>นี่คือทุกข์ใหญ่เพราะเลี้ยงวัวฝูงในครั้งนั้นท่านบอกว่ามีทุกข์อยู่หลายอย่าง</p>
<p>เช่น ทุกข์เฮ็ดนา ทุกข์เลี้ยงหม่อน ทุกข์เลี้ยงวัวฝูง</p>
<p>ทุกข์ฝึกแอบวัวใส่เกวียนแอบเป็นแล้วจึงขายได้</p>
<p>สมัยที่หลวงปู่อ่อนอายุ 11 ปี  พ่อแม่ของท่านได้นำลูกชายคนนี้</p>
<p>ไปฝากให้อยู่วัดใกล้บ้านซึ่งสมภารมีความรู้ทางด้านภาษาลาว</p>
<p>ภาษาขอม และภาษาไทย เป็นอย่างดี โดยหวังให้ลูกชายได้รับการศึกษา</p>
<p>มีอนาคตสามารถเลี้ยงพึ่งพาตนเองได้ พออายุได้ 16 ปี</p>
<p>พ่อของท่านได้อบรมว่าการบวชนี้เป็นบุญมาก</p>
<p>ในที่สุดท่านก็ใคร่จะบวชจึงบอกเล่าและลาพ่อแม่ว่า</p>
<p>ต้องการบวชเมื่อได้บวชแล้วจะไม่สึก พ่อแม่จึงนำท่านไปฝาก</p>
<p>ให้เป็นศิษย์วัดกับท่านพระครูพิทักษ์คณานุการ วัดจอมศรี</p>
<p>บ้านเมืองเก่า อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ต่อมาท่านก็ได้บรรพชา</p>
<p>ให้เป็นสามเณรอ่อน ให้ศึกษาเล่าเรียนสวดมนต์ไหว้พระ</p>
<p>การบวชเป็นสามเณรนี้ก็เพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้มากขึ้น</p>
<p>สามเณรอ่อนได้ศึกษาพระธรรมวินัยพอเป็นนิสัยเข้าใจถึงชีวิตสมณเพศเท่านั้น</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรมและปฏิปทา</span></strong></p>
<p>เด็กชายอ่อนได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 17 ปี  (พ.ศ. 2462)</p>
<p>สามเณรอ่อนได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัย เมื่อเลิกจากเวลาเรียนแล้ว</p>
<p>ก็ต้องเข้าไปรับใช้อุปัฏฐากครูบาอาจารย์ ปัดกวาด ทำความสะอาด</p>
<p>ล้างกระโถน รุ่งเช้าก็ออกบิณฑบาต ท่านมีฝีมือด้านการช่าง</p>
<p>ได้ร่วมกับพระอาจารย์นำดินมาสร้างพระพุทธรูป</p>
<p>แกะสลักไม้ทำบานประตูหน้าต่างที่สวยงามมาก ท่านมีมานะอดทน</p>
<p>ขยัน หมั่นเพียร  ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดจอมศรีกับท่านพระครูพิทักษ์คณานุการ</p>
<p>ผู้เป็นอุปัชฌาย์ 3 ปี ท่านมีอายุ 19 ปี จึงเข้าอำลาอาจารย์</p>
<p>ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ  ท่านอุปัชฌาย์หาว่าอวดดีจึงขับออกจากวัดจอมศรี</p>
<p>ไปพักอยู่ที่วัดดอนเงินไปลาโยมพ่อโยมแม่  แต่ไม่ได้รับอนุญาตอ้างว่าคิดถึง</p>
<p>เมื่อสามเณรอ่อนอายุครบ 20 ปี ในปี 2464  ได้อุปสมทบ</p>
<p>เป็นพระภิกษุในคณะมหานิกาย ที่วัดบ้านปะโค ตำบลปะโค อำเภอกุมภวาปี</p>
<p>จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระครูจันทา (เจ้าอธิการ จันทา)  เป็นพระอุปัชฌาย์</p>
<p>แล้วไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านดอนเงิน 1 พรรษา</p>
<p>ในปี 2465 ได้ขอลาโยมพ่อโยมแม่ออกธุดงค์กรรมฐานไปอยู่กับพระอาจารย์สุวรรณ</p>
<p>วัดป่าอรัญญิกาวาส อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย  ตามความตั้งใจของท่านมาแต่เดิม คือ</p>
<p>1. ยึดมั่นต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการบริกรรมว่า พุทโธ</p>
<p>2. ถือผ้าบังสกุลเป็นวัตร</p>
<p>3. บิณฑบาตเป็นวัตร</p>
<p>4. ไม่รับอาหารที่ตามมาส่งภายหลัง รับเฉพาะที่ได้มาในบาตร</p>
<p>5. ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร</p>
<p>6. ฉันในบาตร คือมีภาชนะใบเดียวเป็นวัตร</p>
<p>7. อยู่ในป่าเป็นวัตร คือเที่ยวอยู่ตามร่มไม้บ้าง ในป่าธรรมดาบ้าง</p>
<p>บนภูเขาบ้าง ในหุบเขาบ้าง ในถ้ำบ้าง ในเงื้อมผาบ้าง</p>
<p>8. ถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร คือมีผ้า 3 ผืน  ได้แก่ ผ้าสังฆาฏิ ผ้าจีวร ผ้าสบง</p>
<p>(รวมผ้าอาบน้ำฝนด้วย)</p>
<p>ในปี 2466 ได้ออกธุดงค์แสวงหาความสงบวิเวกปฏิบัติธรรม</p>
<p>ได้ไปฝึกหัดเรียนพระกรรมฐานอยู่กับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล</p>
<p>พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ยอมมอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์</p>
<p>อยู่ที่วัดป่าบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี</p>
<p>และได้ขอให้สวดญัตติแปรจากมหานิกายมาเป็นธรรมยุต</p>
<p>พระอาจารย์ยังไม่ยินยอมให้ฝึกภาวนาไปอีก 1 ปี</p>
<p>แล้วได้ขอให้ญัตติเป็นธรรมยุตอีก ท่านยินยอม</p>
<p>แต่ต้องให้ท่องหนังสือนวโกวาทและพระปาติโมกข์ให้จบเสียก่อน</p>
<p>หลวงปู่อ่อนจึงตั้งใจท่องนวโกวาท 4 วันจบ  ท่องปาติโมกข์ 7 วันจบ</p>
<p>จึงได้รับทำการญัตติเป็นธรรมยุต เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2467</p>
<p>ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 อายุได้  23 ปี โดยมีพระครูชิโนวาทธำรง</p>
<p>(พระมหาจูม พนธุโล : พระธรรมเจดีย์ในเวลาต่อมา)</p>
<p>รักษาการตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอุดร เป็นพระอุปัชฌาย์</p>
<p>และมีพระครูอดิสัยคุณาธาร (คำ อรโก) เจ้าคณะจังหวัดเลย</p>
<p>วัดศรีสะอาด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ แล้วกลับไปจำพรรษา</p>
<p>ที่วัดป่าอรัญญิกาวาส อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย</p>
<p>ในปี 2468 หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ  ได้ไปจำพรรษาปฏิบัติธรรม</p>
<p>อยู่กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่วัดป่าอำเภออากาศอำนวย</p>
<p>จังหวัดสกลนคร ในปีนี้หลวงพ่อคำมี ผู้เป็นพี่ชายของหลวงปู่อ่อน</p>
<p>บวชสังกัดมหานิกายมาขออยู่ปฏิบัติธรรมฝึกหัดภาวนากับท่านด้วย</p>
<p>แต่ได้เกิดไข้ป่าอย่างแรง มรณภาพเมื่อเดือน 8 แรม  8 ค่ำ</p>
<p>ในปี 2469 ได้ธุดงค์ไปจำพรรษากับพระอาจารย์สิงห์  ขนฺตยาคโม</p>
<p>และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ที่เสนาสนะป่า ตำบลหัวตะพาน</p>
<p>อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ปี 2470 จำพรรษาที่ป่าช้าบ้านหัวงัว</p>
<p>ตำบลไผ่ช้าง อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี ปีถัดมา (2471-2472)</p>
<p>ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านสาวะถี ตำบลสาวะถี อำเภอพระลับ</p>
<p>จังหวัดขอนแก่น (สมัยนั้น) ถัดมาอีกปี 2473</p>
<p>ธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านพระคือ อำเภอพระลับ จังหวัดขอนแก่น</p>
<p>ในปี 2474 หลวงปู่อ่อนได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม  บ้านเหล่างา</p>
<p>อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และในปี 2475 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์</p>
<p>(อ้วน ติสฺโส) ขณะดำรงตำแหน่งพระเทพเมธี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา</p>
<p>มีบัญชาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2475 ให้พระกรรมฐานที่มีอยู่ในจังหวัดขอนแก่น</p>
<p>ไปร่วมอบรมประชาชนร่วมกับทางราชการที่จังหวัดนครราชสีมา</p>
<p>มีพระกรรมฐานไปชุมนุมกันจำนวนมาก เช่น พระอาจารย์สิงห์</p>
<p>พระอาจารย์มหาปิ่น พระอาจารย์อ่อน พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร</p>
<p>ณ ปีนี้เอง พ.ต.ต. หลวงชาญนิยมเขต ได้ยกที่ดิน 80 ไร่</p>
<p>ถวายพระกรรมฐานที่มาชุมนุมเพื่อสร้างสำนักปฏิบัติธรรมอบรมศีลธรรม</p>
<p>ตั้งชื่อให้สถานที่แห่งนี้ว่า วัดป่าสาลวัน ในครั้งนี้คณะพระกรรมฐาน</p>
<p>ได้แยกย้ายกันออกอบรมศีลธรรมและสร้างวัดอื่นๆ อีกมากมาย</p>
<p>ส่วนพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร</p>
<p>พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ได้ไปสร้างวัดป่าบ้านใหม่สำโรงอำเภอสีคิ้ว</p>
<p>ชื่อวัดสว่างอารมณ์ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริได้อยู่ปฏิบัติศาสนกิจ</p>
<p>อยู่ที่วัดป่าสาลวันเป็นเวลา 12 ปี  เท่ากับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร</p>
<p>เมื่อปี 2488 พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ  ได้ออกจากวัดป่าสาลวันไปนมัสการ</p>
<p>พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดบ้านหนองผือ  ได้สร้างวัดที่บ้านหนองโคก</p>
<p>อำเภอพรรณานิคม ให้เป็นคู่กับวัดป่าบ้านหนองผือ</p>
<p>ทางที่จะไปนมัสการพระอาจารย์มั่น เพื่อให้ถูกกับอัธยาศัย</p>
<p>ของพระอาจารย์มั่น ด้วยว่าให้พระผู้ให้ฝ่ายวิปัสสนาธุระสร้างวัดขึ้น</p>
<p>ในรัศมีของวัดป่าบ้านหนองผือ จะได้ฝึกหัดพระที่มาศึกษาภาวนา</p>
<p>เป็นการแบ่งเบาภาระของท่านเมื่อพระอาจารย์อ่อนได้สร้างวัดนี้แล้ว</p>
<p>ท่านได้อยู่จำพรรษาหลายปีและได้เดินทางไปนมัสการพระอาจารย์มั่น</p>
<p>เป็นประจำเพราะท่านอายุมาก ในปี 2492 พระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต</p>
<p>อาพาธหนัก ได้รับการนำไปรักษาที่วัดสุทธาวาส สกลนคร และมรณภาพที่นี่</p>
<p>ในปี 2493 เมื่อพิธีถวายเพลิงศพพระอาจารย์มั่นผ่านไปแล้ว  พระอาจารย์อ่อน</p>
<p>ได้เที่ยวธุดงค์ไปถึงเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี อยู่จำพรรษา 1 พรรษา</p>
<p>แล้วกลับมาช่วยพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม สร้างกุฏิและหล่อพระประธาน</p>
<p>ที่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา  ต่อมาพระอาจารย์สิงห์ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น</p>
<p>พระญาณวิศิษฏ์วิริยาจารย์ มาอีกหลายปีท่านมรณภาพ</p>
<p>ทางคณะสงฆ์จึงได้ขอแต่งตั้งให้ อาจารย์อ่อน ญาณสิริ  เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน</p>
<p>แทนท่านเจ้าคุณอยู่ประมาณ 1 ปี จึงลาออก  เพราะเห็นว่าขัดต่อการออกรุกขมูลวิเวก</p>
<p>ในปี 2496 ท่านได้มาสร้างวัดป่าบ้านหนองบัวบาน  ตำบลหมากหญ้า</p>
<p>อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ตามคำบัญชาของท่านเจ้าคุณ</p>
<p>พระธรรมเจดีย์ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ สิ้นเงินหลายล้านบาท</p>
<p>ครั้งปี 2518 หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ  เริ่มอาพาธด้วยโรคกระเพาะอาหาร</p>
<p>ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดหลายครั้ง อาการพอทรงตัวอยู่ได้</p>
<p>ร่างกายทรุดโทรม แต่ท่านก็ยังปฏิบัติกิจด้วยความอุตสาหะ</p>
<p>สงเคราะห์พุทธบริษัท ปฏิบัติธรรมตลอดมิได้เว้น วันที่ 23 พฤษภาคม 2524</p>
<p>อาการอาพาธทรุดหนัก  จึงได้นำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม</p>
<p>อุดรธานี (24 พ.ค.) โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ  (25 พ.ค.)</p>
<p>โรงพยาบาลรามาธิบดี (26 พ.ค.) อาการไม่ดีขึ้น</p>
<p>ครั้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2524 คืนวันพุธ เวลา 04.00 น.</p>
<p>ท่านก็ได้มรณภาพด้วยอาการอันสงบ  ท่ามกลางนายแพทย์และคณะศิษย์ที่ติดตาม</p>
<p>สิริรวมอายุได้ 80 ปี เป็นสามเณร 3 พรรษา เป็นพระ 58 พรรษา</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ธรรมโอวาท</span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><br />
</span></strong></p>
<p>&#8220;จิตเป็นสิ่งสำคัญ สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ คือ  ตัวปัญญามันเกิดขึ้น</p>
<p>พอปัญญาเกิดขึ้นเท่านั้นแหละ สัมมาทิฐิตัวเดียวชัดเจนขึ้นมา</p>
<p>นั่นเป็นอาการของมัน ปัญญาสัมมาทิฐิ เกิดขึ้นมา มันเป็นองค์มรรค 8</p>
<p>สมบูรณ์บริบูรณ์เลย เบื้องต้นเรายังฟุ้งซ่านอยู่ก็ต้องมาแก้</p>
<p>เราจะเข้าใจจะสงบระงับด้วยอุบายนี้  ความฟุ้งขณะปฏิบัติเพราะเราไปยึดมั่น</p>
<p>เรายิ่งยึดเท่าไรมันก็ยิ่งฟุ้ง ดังนั้นท่านเรียกว่า สมุทัย  ยุ่งไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง</p>
<p>พอปัญญาสัมมาทิฐิเกิดขึ้น สมุทัยก็หาย นิโรธก็เกิดขึ้น  การที่เรามาเห็นว่า</p>
<p>นี้เป็นสัมมาทิฐิ คือ ตัวมรรคทั้ง 8 มารวมกันอยู่  ณ ที่เดียวกันนี้</p>
<p>เมื่อจิตรวมกันในสมาธิแน่วแน่เต็มที่แล้ว  สัมมาทิฐิความเห็นชอบก็เกิดขึ้น</p>
<p>ณ สัมมาทิฐินั่นเอง คือ เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย  ส่วนจะละได้มากน้อยขนาดไหน</p>
<p>ก็แล้วแต่กำลังของปัญญาสัมมาทิฐิของตน เมื่อละได้แล้วนิโรธ</p>
<p>ความดับเย็นสนิทขนาดไหนก็จะปรากฏขึ้นเฉพาะตนในที่นั้น&#8221;</p>
<p>&#8220;ธรรมะเป็นทางแก้ทุกข์ เมื่อจะแก้ก็ต้องสอบทุกข์ก่อน</p>
<p>ให้เห็นทุกข์ก่อนเหมือนกับเราทำงานอะไร  เราต้องเห็นงานก่อนจึงจะทำได้</p>
<p>ทุกข์อันหนึ่งที่เป็นงานของพวกเราควรทำถ้าไม่ทำเราก็ไม่พ้น</p>
<p>ฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงสอนพวกเราให้รู้ทุกข์&#8221;</p>
<p>&#8220;เราได้ชื่อว่าผู้นับถือพระพุทธศาสนาประจำใจ  ต้องให้เข้าใจหลักธรรมจริงๆ</p>
<p>จึงจะถูกต้อง การเปิดจิตใจให้กว้างสว่างไสวนั้น  เป็นนิสัยของชาวพุทธโดยตรง</p>
<p>เราเชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ทาน ศีล ภาวนา หรือการทำดีได้ดี</p>
<p>การทำชั่วได้ชั่วจริง ก็ควรที่จะรีบขวนขวายหาทางสร้างความดีเสีย</p>
<p>จะได้มีกำลังใจของจิตใจต่อไป คนเราในโลกนี้เกิดมาแล้วย่อมมีความดี</p>
<p>และความชั่วปะปนกันไป ไฉนเราจึงจะพบกับความดีเพียงอย่างเดียว</p>
<p>อะไรๆ ก็ไม่สู้การสร้างความดีนะ ความดีนี้ผู้ใดสร้าง</p>
<p>ผู้นั้นย่อมมีความสุขเย็นอกเย็นใจ การให้อภัยนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>ปัจจุบันโลกเราต้องการคนดี โลกต้องการให้อภัย</p>
<p>เพราะนั่นเป็นทางแห่งความสันติสุขนะ ต้องให้อภัยทำให้ใจกว้างขวาง</p>
<p>จึงจะได้ชื่อว่าเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้จริง&#8221;</p>
<p>&#8220;ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เป็นของเย็น</p>
<p>เป็นของบริสุทธิ์ บุคคลผู้มีปัญญาจะไม่ปฏิเสธธรรมของพระพุทธเจ้า</p>
<p>เพราะธรรมถ้าอยู่ในจิตใจของผู้ใด  ผู้นั้นย่อมมีความสุขความเจริญ&#8221;</p>
<p>&#8220;ธรรมชาติของธรรมนั้น ผู้ปฏิบัติผู้บำเพ็ญเท่านั้นจึงจะรู้ได้</p>
<p>ครูบาอาจารย์หลายองค์ท่านไม่เคยลดละในการปฏิบัติธรรม</p>
<p>เพราะการปฏิบัติธรรมที่เรากระทำอยู่เรื่อยๆ เป็นนิจโดยไม่หยุดยั้ง</p>
<p>ผลย่อมเกิดขึ้นได้ทุกครั้งไป และจะสืบเนื่องกันไม่ขาดระยะ</p>
<p>ตราบเท่าที่เราไม่ทิ้งการปฏิบัติธรรมนั้น เราเป็นฆราวาส</p>
<p>ต้องพยายามทำคุณงามความดี ทำทาน รักษาศีล</p>
<p>บำเพ็ญภาวนาให้เจริญ แล้วปัญญาก็ย่อมเกิดตามมาเอง&#8221;</p>
<p>&#8220;ท่านผู้รู้พูดเป็นปัญหาว่า กล้วย 4 หวี  สำรับอาหาร 4 สำรับ</p>
<p>สามเณรนั่งเฝ้า พระเจ้านั่งฉัน&#8221; ปัญหานี้เป็นปัญหาธรรมะ</p>
<p>เปรียบเทียบกับการปฏิบัติของบุคคล ส่วนมากคนจะไม่นำไปคิดกัน</p>
<p>ข้อธรรมะที่ท่านให้ไว้แล้วให้นำไปตีความหมายให้ละเอียด</p>
<p>กล้วย 4 หวี ได้แก่ธาตุ 4 เณรน้อยนั่งเฝ้า ได้แก่ คนโง่เขลาเบาปัญญา</p>
<p>ไม่รู้เท่าทันตามหลักของพระธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ  ไฟ ลม นั่งเฝ้าตัวเองอยู่</p>
<p>ไม่รู้ว่าในตัวของตนนั้นมีอะไรบ้าง กินแล้วก็นอน</p>
<p>เลี้ยงร่างกายให้อ้วนท้วนสมบูรณ์  ไม่ได้ทำอะไรที่ดีให้เกิดขึ้นแก่ตัวเองเลย</p>
<p>อันนี้แหละชื่อว่าโง่เขลาเบาปัญญา ได้แต่นั่งเฝ้าตัวเองอยู่</p>
<p>สามเณรนั่งเฝ้าสำรับที่มีอยู่แล้วโดยไม่ฉัน  ก็หมายถึงบุคคลที่ไม่รู้ธาตุ 4</p>
<p>ตามความเป็นจริงว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นอย่างไร</p>
<p>ไม่ยอมกำหนด รู้แบบชนิดที่ให้เกิดปัญญา พระเจ้านั่งฉันหมายความว่า</p>
<p>พระอริยเจ้าทั้งหลายที่รู้หลักความจริงอันประเสริฐ เมื่อภาวนาได้</p>
<p>ที่แล้วก็ยกธาตุ 4 (เปรียบด้วยกล้วย 4 หวี)</p>
<p>มาพิจารณาตามหลักแห่งความเป็นจริง  จนท่านเหล่านั้นสำเร็จคุณเบื้องสูง</p>
<p>คือพระอรหันต์ ก็เพราะพระอริยเจ้าท่านเป็นผู้ฉลาดในอรรถและพยัญชนะ</p>
<p>จึงไม่นั่งเฝ้าอยู่เฉยๆ ธาตุ 4 ก็อยู่ที่ตัวของเรา  ขันธ์ 5 ก็อยู่ที่ตัวของเรา</p>
<p>มันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย แต่คนที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร</p>
<p>ก็เลยต้องนั่งเฝ้าเฉยๆ เหมือนลิงนั่งเฝ้าเม็ดทองคำ  ไม่รู้ค่าของทองคำ</p>
<p>คนที่โง่เขลาเบาปัญญาก็ได้แต่นั่งเฝ้ารูปธรรม</p>
<p>นามธรรมที่มันอยู่ในตัวของเรานี่แหละ ท่านหยิบยกเอาธาตุ 4</p>
<p>ขันธ์ 5 มาสับโขกให้ละเอียด  จนท่านรู้แจ้งเห็นจริงในอัตภาพ</p>
<p>ร่างกายของท่านเอง และอัตภาพร่างกายของคนอื่น</p>
<p>ท่านนั่งฉัน คือนั่งพิจารณาอัตภาพ คือ ธาตุ 4 ขันธ์  5 เกิดมาแล้ว</p>
<p>มันเป็นอย่างไร เกิดมาแล้วก็เป็นทุกข์ คือความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย</p>
<p>พวกท่านทั้งหลายอย่าได้นั่งเฝ้าร่างกายอยู่เฉย ๆ มันไม่เกิดปัญญา</p>
<p>ปัญญามันเกิดจากการภาวนา คือ การอบรมจิต</p>
<p>เพื่อจะทำลายกิเลสให้หลุดหายไปในที่สุด หลักสำคัญ</p>
<p>ก็คงจะมีกายนี่แหละสำคัญมาก กายก็คือขันธ์ 5</p>
<p>รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามธรรมดาของ</p>
<p>รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้อยู่กับตัวเรา คือ</p>
<p>จิต ตกลงว่าขันธ์ 5 กับจิตนี่อยู่ร่วมกัน  แยกกันไม่ออก</p>
<p>แต่ถ้าคนไม่รู้ไม่เข้าใจก็แยกแยะออกเป็นส่วนว่า ส่วนไหนเป็นรูป</p>
<p>ส่วนไหนเป็นเวทนา และส่วนไหนเป็นสัญญา สังขาร วิญญาณ</p>
<p>ยุ่งเหยิงกันไปหมด  นอกจากปล่อยให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกันกับใจ</p>
<p>ให้มันผ่านไปตามธรรมชาติของมัน เราต้องพิจารณาให้รู้เห็น</p>
<p>ตามความเป็นจริงในขันธ์ทั้ง 5? สู้กิเลสที่มันย่ำยีตัวเราอยู่นั้น</p>
<p>ก็เท่ากับว่าพวกเราได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง</p>
<p>ถึงแม้พวกเราจะบวชเข้ามาอยู่ใกล้พระพุทธองค์</p>
<p>ก็จะไม่มีความหมาย นักบวชที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ต่อสู้</p>
<p>หรือปราบปรามกับกิเลส ถ้าเราไม่มีการต่อสู้กับมัน</p>
<p>ปล่อยให้มันย่ำยีเราแต่ฝ่ายเดียวนั้น ตัวเราเองจะย่ำแย่ลงไปทุกที</p>
<p>ผลสุดท้ายเราก็เป็นผู้แพ้ ยอมเป็นทาสรับใช้ของกิเลส ใช้การไม่ได้</p>
<p>สำหรับการสู้รบตบตีกับกิเลส จิตใจของเราจะรู้สึกว่า</p>
<p>มีความทุกข์ยากลำบากเป็นกำลังอย่างมากทีเดียว</p>
<p>แต่ก็ขอให้พวกเราทำต่อและยอมรับความทุกข์ยากลำบากลำบนอันนั้น</p>
<p>ยิ้มรับกับความลำบากเพราะความเพียรพยายามของเรา</p>
<p>เมื่อเรามีความท้อถอยอิดหนาระอาใจต่อความเพียรของตนนั้น</p>
<p>ให้พึงระลึกถึงพระพุทธองค์ผู้เป็นบรมครูของพวกเราว่า</p>
<p>พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆจาติ นานาโหนฺตมฺปิ วตฺถุโต คือ</p>
<p>ให้ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์</p>
<p>โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าของพวกเรา ก่อนที่พระองค์จะทำลาย</p>
<p>รังของกิเลสลงได้อย่างราบคาบ พระองค์ก็ใช้อาวุธหลายอย่าง</p>
<p>หลายชนิดเข้าประหัตประหาร จนกิเลสยอมจำนนต่อหลักฐาน</p>
<p>ยอมให้พระองค์โขกสับได้อย่างสบาย ขันติพระองค์ก็นำมาใช้</p>
<p>เช่น พระองค์บำเพ็ญทุกขกิริยา คือ การกระทำที่บุคคลทั้งหลายในโลก</p>
<p>ทำได้ยากยิ่ง เพราะต้องใช้ความอดทนอย่างใหญ่หลวง</p>
<p>จนเอาชนะกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้  พวกท่านทั้งหลายเมื่อเข้ามาอยู่ป่าแล้ว</p>
<p>ก็ได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่นิยมอยู่บ้าน</p>
<p>คลุกคลีด้วยหมู่ เพราะการคลุกคลีด้วยหมู่</p>
<p>จิตใจของเราก็จะไหลไปสู่อารมณ์ต่าง ๆ ได้ง่าย</p>
<p>โอกาสที่จะทำให้จิตเป็นสมาธิ  หรือทำให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งนั้นยากเหลือเกิน</p>
<p>พระพุทธองค์เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทุกขกิริยา พวกท่านปัญจวัคคีย์ 5  รูป</p>
<p>ไปเฝ้าปฏิบัติพระองค์อย่างใกล้ชิดด้วยตั้งใจว่า</p>
<p>เมื่อพระองค์บรรลุธรรมแล้วจักบอกแก่เราก่อน</p>
<p>เมื่อเรามาสันนิษฐานดูแล้วจะเห็นได้ว่าการคลุกคลี</p>
<p>หรือการอยู่ร่วมกันหลายคนนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อการทำสมาธิ</p>
<p>พระองค์ก็เลยต้องทำวิธีใดวิธีหนึ่งให้พวกปัญจวัคคีย์เกิดความเบื่อหน่าย</p>
<p>แล้วจะได้หลีกหนีไปอยู่เสียที่อื่น พระองค์ต้องกลับมาเสวยพระกระยาหารอีก</p>
<p>ทำให้ท่านเหล่านั้นไม่เชื่อมั่นในการกระทำความเพียร</p>
<p>เลยต้องหลีกหนีไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน</p>
<p>เมื่อท่านปัญจวัคคีย์หนีจากท่านไปแล้ว พระองค์ก็ได้ทำความเพียร</p>
<p>ทางใจให้อุกฤษฎ์ยิ่งขึ้น  จนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยกาลไม่นาน</p>
<p>อันนี้จะเห็นได้ว่าพระองค์ทำเป็นตัวอย่างไว้ให้เราดูแล้ว</p>
<p>เราผู้เป็นศิษย์ของพระองค์ท่านก็ควรจะสำเหนียก</p>
<p>และดำเนินตามการทำความเพียรเพื่อทำลายกิเลส</p>
<p>มันจะต้องลำบากทุกสิ่งทุกอย่างการกินก็ลำบาก</p>
<p>อดมื้อฉันมื้อก็ต้องยอมอด อดมันทำไม อดเพื่อปราบกิเลส</p>
<p>กิเลสมันก่อตัวมานานแสนนาน หลายกัปป์หลายกัลป์มาแล้ว</p>
<p>จนเราสาวหาตัว ต้นตอ โคตร เหง้า ของมันไม่พบ</p>
<p>นี่แหละท่านจึงสอนให้อยู่ป่าหาที่สงัดแม้แต่ในครั้งพุทธกาล</p>
<p>มีท่านพระเถระหลายท่านที่มุ่งหมายต่อแดนพ้นทุกข์</p>
<p>ได้ออกปฏิบัติตนทรมานตนอยู่ในป่าในเขา</p>
<p>และก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วน</p>
<p>แต่เหตุในการบำเพ็ญของท่านเหล่านั้น ท่านทำกันจริงจัง หวังผล</p>
<p>คือ การหลุดพ้นจริงๆ ท่านสละเป็นสละตายมาแล้วทั้งนั้น</p>
<p>ความทุกข์ยากลำบาก ทุกข์มากทุกข์น้อย ย่อมมีแก่ทุกคนในขณะปฏิบัติ</p>
<p>เราต้องทำความเพียรก็ไปทุกข์อยู่กับความเพียร</p>
<p>ทำนาทำไร่ก็ไปทุกข์อยู่กับทำนาทำไร่ อันนี้เป็นของธรรมดา</p>
<p>แต่จะทุกข์มากทุกข์น้อยก็ขึ้นอยู่กับการกระทำที่ฉลาด</p>
<p>รู้วิธีการบ้างพอสมควร อย่างการทำความเพียรต้องเป็นผู้รักษาสัจจะ</p>
<p>คือให้มีสัจธรรม ตั้งใจอย่างไรแล้วอย่าทำลายสัจจะ</p>
<p>สัจจะเมื่อตั้งให้ถูกต้องตามอรรถตามธรรมแล้วจะเกิดเป็นพลังของจิตอย่างดีเยี่ยม</p>
<p>พวกเราทั้งหลายตั้งหน้าตั้งตาเข้ามาสู่สมรภูมิรบด้วยกันเช่นนี้แล้ว</p>
<p>ต้องตั้งหน้าตั้งตาถอดถอนสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อตนด้วยกัน</p>
<p>อย่าถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าถือว่าเป็นเรื่องง่ายแล้ว</p>
<p>กิเลสมันจะหัวเราะเยาะดูถูกพวกเราทุกข์เพราะการทำความเพียร</p>
<p>มิใช่ทุกข์ที่ไม่มีผล เป็นทุกข์ที่ทำลงไปแล้วคุ้มค่า</p>
<p>เราอย่าไปท้อถอยจงอดทนต่อสู้อุปสรรคต่างๆ</p>
<p>การปราบปรามกิเลสก็คือการแก้ความไม่ดีที่สถิตย์อยู่ภายในตัวของเรา</p>
<p>จึงต้องทำด้วยความเพียรของบุรุษ ทำด้วยความตั้งจิตตั้งใจจริงๆ</p>
<p>ทำด้วยความพากเพียรจริงๆ หนักก็สู้เบาก็สู้ เช่นเดียวกับเราตกน้ำ</p>
<p>เราต้องพยายามแหวกว่ายช่วยตัวเอง กำลังวังชามีเท่าไรเอามารวมกันหมด</p>
<p>เพื่อจะเอาตัวรอด จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อไม่ไหวจริงๆ</p>
<p>จึงจะยอมจมน้ำตาย หากมีกำลังเพียงพออยู่ตราบใด</p>
<p>จะไม่ยอมจมน้ำตายเป็นอันขาด อันนี้ก็เช่นเดียวกัน</p>
<p>การจะทำความเพียรเพื่อหลุดพ้นนั้นจะทำเหลาะแหละไม่ได้</p>
<p>ต้องทำจริงๆ จังๆ จึงจะเห็นความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้</p>
<p>เรามาอยู่ร่วมกันมากท่านหลายองค์ จงประพฤติตามธรรม</p>
<p>ตามวินัยอย่างเคร่งครัด อย่าเป็นคนมักง่าย วันหนึ่งคืนหนึ่งผ่านไป</p>
<p>ผ่านไปอยู่เรื่อยๆ สังขารร่างกายนับเวลาที่จะผ่านไปๆ</p>
<p>โดยลำดับพวกเราอย่าปล่อยให้วันคืนล่วงไปเฉยๆ</p>
<p>ต้องให้มันผ่านไปด้วยการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม</p>
<p>ก็เพื่อจะกำจัดสิ่งปลอมแปลงนั้นออกให้เหลือแต่ของจริง</p>
<p>คือแก่นแท้ของธรรม เฉพาะอย่างยิ่งคือ การหัดภาวนา</p>
<p>ควรจะทำให้เกิดให้มีความแท้จริง งานอย่างอื่นเราก็เคยต่อสู้มาแล้ว</p>
<p>ตั้งแต่ไหนแต่ไรก็ต่อสู้กับงานหนักงานเบามาแล้ว</p>
<p>จนกระทั่งเวลาผ่านมาจนบัดนี้ เราก็ทำได้มาเรื่อยๆ</p>
<p>แต่เวลานี้เราจะฝึกหัดภาวนา คือการทำจิตใจโดยเฉพาะ</p>
<p>และการทำภาวนานี้ก็เป็นงานที่จำเป็นจะต้องทำเช่นเดียวกับงานชิ้นอื่นๆ</p>
<p>หรือควรที่จะทำให้หนักยิ่งไปกว่างานอื่นๆ เสียอีก</p>
<p>เพราะเป็นงานหนักและละเอียดกว่างานทั้งหลาย</p>
<p>การทำภาวนาแรกๆ จิตของเราย่อมกวัดแกว่งดิ้นรน ล้มลุกคลุกคลาน</p>
<p>เป็นของธรรมดาเพราะจิตยังไม่เคยกับการภาวนามาก่อน</p>
<p>จึงถือได้ว่าการภาวนาเป็นงานใหม่ของจิต</p>
<p>ถึงจะยากลำบากแค่ไหนเราต้องฝืน เพื่อที่จะฉุดกระชากลากจิต</p>
<p>ที่กำลังถูกกิเลสย่ำยีอยู่นั้นให้พ้นภัยอันตราย</p>
<p>ให้เป็นจิตที่ปราศจากกิเลสเรื่องเศร้าหมอง</p>
<p>จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายควรทำอย่างยิ่ง</p>
<p>เพราะฉะนั้นในโอกาสต่อไปนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเรา</p>
<p>จะพากันมาบำเพ็ญเพียรทางด้านจิตใจ อันเป็นจุดหมายปลายทาง</p>
<p>ให้เกิดความสุขความสมหวังขึ้นภายในใจของตัวเองด้วย  &#8220;จิตภาวนา&#8221;</p>
<p>เหนื่อยบ้างลำบากบ้างก็ทนเอา การปล่อยให้จิตคิดไปในแง่ต่างๆ</p>
<p>ตามอารมณ์ของจิตนั้นไม่สามารถที่จะทำให้เกิดอะไรขึ้นมา</p>
<p>นอกจากไปเที่ยวเก็บรวบรวมเอาความทุกข์ความร้อนจากอารมณ์ภายนอก</p>
<p>มาเผาลนจิตใจของตนให้วุ่นวายเดือดร้อนไม่ขาดระยะเท่านั้น</p>
<p>ท่านกล่าวว่าสมาธิก็คือการทำใจให้สงบ สงบจากอะไร</p>
<p>สงบจากอารมณ์เครื่องก่อกวนทั้งหลาย เมื่อไม่มีอะไรมารบกวน</p>
<p>ถ้าเป็นน้ำก็จะใสสะอาดดุจน้ำฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้า</p>
<p>ยังไม่มีอารมณ์ภายนอกมารบกวน ก็จะเป็นจิตที่ใสสะอาดหมดจด</p>
<p>แต่ขณะนี้จิตของเราถูกกิเลสหรืออารมณ์ภายนอกเล่นงาน</p>
<p>แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว แต่เราจะมาฝึกเพื่อให้จิตสงบ</p>
<p>จากอารมณ์ภายนอกเหล่านั้น การทำนั้นต้องค่อยทำค่อยไป</p>
<p>จะกำหนดเอาวันนั้นเวลานั้นจะเกิดผลแน่นอนนั้นย่อมไม่ได้</p>
<p>เพราะการทำจิตให้ปราศจากอารมณ์ภายนอกนั้นต้องใช้เวลาพอสมควร</p>
<p>ยิ่งถ้าเราไม่เคยฝึกมาก่อน จะเป็นการลำบากมากทีเดียว</p>
<p>แต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่เราจะทำ ในขั้นแรกของการอบรมจิตนั้น</p>
<p>ท่านสอนให้ยึดเอาข้ออรรถข้อธรรมบทใดบทหนึ่งมาเป็นอารมณ์</p>
<p>บทใดก็ได้สำหรับเป็นเครื่องกำกับควบคุมใจ</p>
<p>ไม่เช่นนั้นจิตจะส่ายกวัดแกว่งไปสู่อารมณ์ต่างๆ</p>
<p>ที่เราเคยชินกับอารมณ์นั้นๆ  แล้วก่อความทุกข์ให้เป็นที่เดือดร้อนอยู่เสมอ</p>
<p>ท่านจึงสอนให้นำบทธรรมะข้อใดข้อหนึ่งมาเป็นอารมณ์</p>
<p>เช่น เราภาวนาบริกรรมว่า พุทโธๆ ธัมโมๆ หรือ สังโฆๆ</p>
<p>หรือจะกำหนดให้มีอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าออก</p>
<p>ควบคู่ไปด้วยก็ได้ เช่น จะบริกรรมว่า พุท เข้า โธ ออก</p>
<p>ดังนี้ คำว่าเข้าออกก็คือหมายกำหนดกองลมนั่นเอง</p>
<p>หายใจเข้าก็กำหนดว่าพุธ หายใจออกก็กำหนดว่าโธ ดังนี้</p>
<p>และในขณะที่บริกรรมเราต้องมีสติควบคู่ไปด้วย</p>
<p>เมื่อเรามีสติตามระลึกอยู่โดยการเป็นไปติดต่อโดยลำดับ</p>
<p>จิตก็ไม่มีโอกาสจะแวะไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ภายนอก</p>
<p>จิตก็จะค่อยหยั่งเข้าสู่ความสงบโดยลำดับ จิตใจขณะนั้นจะมีความสงบมาก</p>
<p>ในขณะที่จิตสงบไม่ยุ่งเหยิง วุ่นวาย กาลเวลาและสถานที่จะไม่มีเลย</p>
<p>ในขณะนั้นจิตจะสงบอย่างเดียว เพราะจิตที่สงบจะไม่สำคัญมั่นหมาย</p>
<p>ติดอยู่กับสถานที่ กาลเวลาที่ไหนเลย มีแต่ &#8220;ความรู้&#8221;  ที่ทรงตัวอยู่เท่านั้น</p>
<p>นี่เรียกว่าความสุขที่เกิดขึ้นจากการภาวนา  จะเรียกว่าเป็นผลจากการภาวนาก็ได้</p>
<p>เราอยู่ในโลกนี้ เราต้องอยู่ให้ฉลาด ประกอบด้วยปัญญา</p>
<p>ตัวเรารู้ว่าเราปฏิบัติผิด ไม่ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า</p>
<p>ต้องพยายามแก้ไขที่ตัวเราให้ถูกต้อง คือเราต้องหาอุบายวิธีอยู่เสมอว่า</p>
<p>ทำอย่างไรตัวเองจึงจะอยู่ให้เป็นสุขไม่วุ่นวายใจ  อันนี้สำคัญมากทีเดียว</p>
<p>สิ่งทั้งปวงพระพุทธเจ้าสอนพวกเราว่า &#8220;ถ้าใครละความโลภ ความโกรธ</p>
<p>ความหลง หรือกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงเสียได้</p>
<p>ผู้นั้นจะพบเห็นพระนิพพาน พระนิพพานอยู่เหนือความโลภ โกรธ หลง</p>
<p>ท่านว่าอย่างนี้ ความโลภ โกรธ หลง เป็นรากเหง้าของโลก</p>
<p>ชาติใดภาษาใด ก็มีสิ่งทั้งสามนี้ ทุกคนหนีไม่พ้น มีปัญหาอยู่</p>
<p>ถ้าทุกคนมีกันแล้วอย่างนี้จะทำประการใดดี</p>
<p>ไม่คิดจะละสิ่งเหล่านี้บ้างหรือ  บางคนถ้าจะละมันออกไปก็ยังเสียดายมันอยู่</p>
<p>ถือว่ามันเป็นมิตรที่ดีต่อเราอยู่ไม่ยอมให้มันตีตัวจากเราเลย</p>
<p>อันนี้ก็ได้ชื่อว่าเราโง่กว่ากิเลส ปล่อยให้กิเลสเป็นนายเรา&#8221;</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัจฉิมบท</span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><br />
</span></strong></p>
<p>หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ  ได้ดำเนินชีวิตทุ่มเทให้กับพระพุทธศาสนามาโดยตลอด</p>
<p>ตั้งแต่วัยเด็กได้เข้าถือเพศบรรพชิตเมื่ออายุ 16 ปี</p>
<p>ออกศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต</p>
<p>ได้ฝึกฝนอบรมศาสนิกให้ประพฤติปฏิบัติชอบตามท่านมากมาย</p>
<p>ได้สร้างสถานปฏิบัติธรรมเพื่ออนุชนนับไม่ถ้วน</p>
<p>ได้แต่งเติมพระพุทธศาสนาให้คงสีสัน นำหลักธรรมปฏิบัติ</p>
<p>ให้เข้าสู่จิตใจของชาวพุทธ  นับได้ว่าท่านเป็นปูชนียบุคลที่ชาวพุทธมิอาจลืมเลือน</p>
<p>ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติบำเพ็ญเพียรเพื่อพระนิพพาน  เป็นเนื้อนาบุญของโลกโดยแท้<span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%98</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%98#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 07:15:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[<p style="text-align: center; "></p>
<p>ชาติกรรมเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p class="MsoNormal">
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม? นามเดิมชื่อ ตื้อ  นามสกุล ปาลิปัตต์ ท่านเป็นตระกูลชาวนาถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2431 ตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีชวด สัมฤทธิศกจุลศักราช 1250 ณ บ้านข่า ตำบลบ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
</p>
<p>บิดาชื่อ นายปา? ปาลิปัตตฺ</p>
<p>มารดาชื่อ? นางปัตต์ ปาลิปัตต์</p>
<p>มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดี่ยวกัน 7 น ชาย 5 หญิง 2 คน คือ</p>
<p>1. นางคำมี? ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>2. เป็นชาย (ถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่เด็ก)</p>
<p>3. นายทอง? ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>4. นายบัว? ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>5. หลวงปู่ตื้อ? อจลธมฺโม (มรณภาพแล้ว)</p>
<p>6. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center; "><img class="size-full wp-image-40 aligncenter" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/05.jpg" alt="" width="80" height="105" /></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชาติกรรมเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></strong></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "><br />
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม? นามเดิมชื่อ ตื้อ  นามสกุล ปาลิปัตต์ ท่านเป็นตระกูลชาวนาถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2431 ตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีชวด สัมฤทธิศกจุลศักราช 1250 ณ บ้านข่า ตำบลบ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม<span id="more-41"></span><br />
</span></p>
<p>บิดาชื่อ นายปา? ปาลิปัตตฺ</p>
<p>มารดาชื่อ? นางปัตต์ ปาลิปัตต์</p>
<p>มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดี่ยวกัน 7 น ชาย 5 หญิง 2 คน คือ</p>
<p>1. นางคำมี? ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>2. เป็นชาย (ถึงแก่กรรมแล้วตั้งแต่เด็ก)</p>
<p>3. นายทอง? ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>4. นายบัว? ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>5. หลวงปู่ตื้อ? อจลธมฺโม (มรณภาพแล้ว)</p>
<p>6. นายตั้ว? ปาลิปัตต์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>7. นายอั้ว? ทีสุกะ (ถึงแก่กรรมแล้ว)</p>
<p>หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นผู้มีนิสัยรักความสงบ เขาเป็นศิษย์วัดตั้งแต่ยังเด็ก  และได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ระยะหนึ่ง เป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษา  มีนิสัยตรงไปตรงมา  และเป็นที่น่าสังเกตว่าในเครือญาติของท่านใฝ่ใจในการบรรพชาอุปสมบททั้งนั้นและถ้าเป็นหญิงก็เข้าบวชชีตลอดชีวิต</p>
<p>สำหรับหลวงปู่ตื้อ ได้รัยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อมีอายุได้ 21 ปี บวชครั้งแรกในฝ่ายมหานิกาย บวชนานถึง 19 พรรษา  ต่อมาได้ญัตติเป็น ฝ่ายธรรมยุตินิกาย จนถึงวาระสุดท้ายได้ 46 บรรษา สิริรวมอายุ 86 พรรษา</p>
<p>ก่อนหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม จะออกบวชเป็นพระภิกษุนั้น  ท่านได้เกิดนิมิตอันดีงามแก่ตัวท่านเอง คือก่อนคืนที่ท่านจะออกบวชนั้น  กลางคืนท่านได้นิมิตฝันว่า ได้มีชีปะขาว 2 คนเข้ามาหาท่าน  คนหนึ่งแบกครกหิน อีกคนหนึ่งถือสากหิน มาหยุดอยู่ตรงหน้าท่าน  แล้ววางครกและสากลงคนแรกปพูดว่า</p>
<p>?ไอ้หนู เจ้ายกสากหินนี้ออกจากครกได้ไหม?</p>
<p>หลวงปู่ตื้อ ตอบว่า ?ขนาดต้นเสาใหญ่ผมยังแบกคนเดียวได้  ประสาอะไรกับของเพียงแค่นี้?</p>
<p>แล้วท่านก็เดินเข้าไปพยายามยกเท่าไหร่ๆ ก็ไม่สำเร็จ จนถึงวาระที่ 3จึงสามารถยกสากหินนั้นขึ้นได้</p>
<p>เมื่อยกได้แล้วก็ได้เอาสากหินนั้นตำลงที่ครก และตำเรื่อยไป  มองดูที่ครกเห็นมีเปลือกเต็มไปหมด ทานจึงได้พยายามตำข้าวเปลือกเหล่านั้นจนกลายเป็นข้าวสารไปหมด  แล้วชีปะขาวก็หายไป</p>
<p>เมื่อชีปะขาวหายไปจากนั้นก็ปรากฏว่าได้มีพระเถระ 2 รูป  มีกิริยาอาการน่าเคารพเลื่อมใสมาก ทั้งร่างกายเป็นรัศมี  ท่านนึกว่าเป็นพระอริยเจ้าผปู้วิเศษ เดินตรงมาที่ท่านแล้วพูดเบาๆว่า</p>
<p>?หนูน้อย เจ้ามีกำลังแข็งแรงมาก?</p>
<p>พอดีท่านรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วนั่งทบทวนพิจารณาถึงความฝันที่ฝ่านมา  เห็นเป็นเรื่องแปลกและพิสดารมาก คิดว่านิมิตเช่นนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ  คิอแต่เพียวว่าคงจะมีเรียงที่ดีเกิดขึ้นกับท่านแน่</p>
<p>ท่านคิดได้แค่นี้ก็ระลึกถึงคำของบิดาว่า  ได้สั่งให้ไปต้อนควายจากท้องทุ้งนาให้เข้ามาหากินอยู่ใหล้ๆ บ้าน  ท่านจึงได้ลุกออกจากบ้านไปต้อนไล่ควายมาเลี้ยงอยู่ใกล้ๆ  บ้านแต่ในใจยังนึกถึงความฝันเมือคืนนี้อยู่</p>
<p>เป็นเพราะหลวงปู่ตื้อมีนิสัยรักความสงบอยู่แล้วจึงคิดขึ้นมาว่า สมควรที่เราจะต้องบวชเพื่อประพฤติธรรมดูบ้าง  คิดว่าวันพรุงนี้เราต้องออกไปอยู่วัดอีก  เพื่อจะได้บวชเป็นพระภิกษุแล้วจะได้มีโอกาสประพฤติธรรมอย่างจรึงจังบ้าง  อละก็เป็นเช่นที่คิด พอรับประทานอาหารเย็นวันนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว  บิดาท่านก็บอกว่า</p>
<p>?กินข้าวอิ่มแล้วให้รีบไปหาปูจารย์สิมที่บ้าน  ปู่จารย์สิมมาตามหาเจ้าตั้งแต่กลางวันแนะ?</p>
<p>หลวงปู่ตื้อนึกสงสัยว้าจะมีเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ  จึงรีบไปหาปู่อาจารย์สิมทันที</p>
<p>(คำว่า พ่ออาจารย์, ปู่จารย์, หมายถึง  ผู้ชายที่ได้รับบวชเรียนเป็นพระภิกษุมาก่อนหลายพรรษา และได้เล่าเรียนวิชา  จนมีความรู้พอสมควร เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป  แต่ต่อมาได้สึกออกมใช้ชีวิตฆราวาส)</p>
<p>เมื่อไปถึงบ้านปู่จารย์สิมเรียบร้อยแล้ว  ปู่จารย์สิมเปิดประตูข้างในเรือนและเรียกให้ท่านเข้าไปหา พอท่านเข้าไปในห้อง  เห็นมีผ้าไตรจีวร บาตร อละเครื่องบริขารสำหรับบวชพระ แล้ว</p>
<p>ปู่จารย์สิมก็ยื้นขันดอกไม้ที่เตรียมเอาไว้ให้พร้อมกับพูดว่า  ?เห็นมีแต่หลานคนเดียวเท่านั้นที่สมควรจะบวชให้ปู่  เพราะปู่ได้เตรียมเครื่องบวชไว้เรียบร้อยแล้ว แต่หาคนบวชไม่ได้  จึงให้หลายได้บวชให้ปู่สัก 1 พรรษา หรือได้สัก 7 วันก็ยังดี ขอให้บวชให้ปู่ก็เป็นพอ จะนานเท่าไรก็ได้ไม่เป็นไร?</p>
<p>หลวงปู่ตื้อได้รับปากกับปู่จารย์สิมซึ่งเป็นปู่ของท่านทันที  แต่ขอไปบอกลาบิดามารดาเสียก่อน  เมื่อบิดามารดาอนุญาตให้ก็จะได้บวชตามที่ปูจารย์สิมต้องการ</p>
<p>บิดามารดาของท่านเมื่อได้ยินลูกชายเล่าให้ฟังเช่นนั้น ก็อนุญาตตามที่ปู่จารย์สิมขอ  พร้อมกลับกล่าวคำอนุโมทนาสาธุการ แสดงความยินดีกับลูกชายเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา</p>
<p>เมื่อหลวงปู่ตื้อ อจลธฺมโม ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาให้บวชแล้ว  ท่านก็ได้เข้าไปอยู่เป็นศิษย์วัด อยู่ต่อมาจนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ในฝ่ายมหานิกาย เมื่อ ปีพ.ศ.2452 แต่ในบันทึกไม่ปรากฏแน่ชัดว่าท่านบวชที่ไหนและบวชกับใคร  ท่านบอกว่า ท่านบวชกับประอุปัชฌาย์คาน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม  แล้วก็กลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านข่าซึ่งเป็นบ้านเดิม  เพื่อศึกษาเล่าเรียนตามอุปนิสัยที่ถ่านถนัดอยู่แล้ว นิสัยของท่านชอบการศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย  อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก</p>
<p>เมื่อท่านบวชครบ 7 วัน  แล้วปู่จารย์สิมได้มาหาท่านที่วัดถามถึงเรื่องที่จะสึกหรือไม่สึก  ถ้าสึกจะหาเสื้อผ้ามาเตรียมไว้ให้ ท่านก็สองจิตสองใจใครสึกบ้าง ไม่สึกบ้าง  แต่มาคิดได้ว่า ถ้าสึกตอนนี้ชาวบ้านจะพากันเรียน ไอ้ทิต 7 วัน  รู้สึกอัยอาย จึงบอกหู่จารย์สิมว่า</p>
<p>?อาตมายังไม่อยากสึก ขออยู่ไปก่อน รอให้ออกพรรษาก่อนเถิด?</p>
<p>ท่านก็บวชอยู่ได้ครบพรรษาหนึ่ง ท่านหัดท่องหัดสวดเจ็ดตำนาน  สิบสองตำนานจนขึ้นใจ</p>
<p>พอออกพรรษาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ทำเฉยเสีย เพราะรู้สึกใจคอท่านสบายดีอยู่  ถ้าหากสึกไปแล้ว การเล่าเรียนพระธรรมก็ยังไม่ไปถึงไหนเลย แค่อาราธนาศีล 5 ศีล 8 อาราธนา เทศน์ยังทำไม่ได้คล่องแคล่ว  เมื่อสึกออกไป ถูกเข้าไหว้วานให้อาราธนา ถ้าว่าไม่ได้จะอายเขาเปล่า ๆ</p>
<p>ต่อมาท่านได้เดินทางเพื่อไปศึกษาวิชาธรรมะในทางพระพุทธศาสนาที่เรียบกันว่า  ?เรียนสนธิ์ เรียนนาม มูลจัจจายน์? อันเป็นวิชาที่เรียนได้ยากในสมัยนั้น  ถ้าหากใครเรียนได้จบตามหลักสูตรเรียกกันว่า ?นักปราชญ์?  เป็นผู้แตกฉานในพระธรรมวินัย</p>
<p>หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้เดินทางไปเรียนที่ วัดโพธิชัย อำเภอท่าอุเทน  จังหวัดนครพนนม การเดินทางไปมีความลำบากมากทางคมนาคมไม่สะดวกเลย  ต้องเดินไปด้วยเท้า (ระยะทางประมาณ 51 กิโลเมตร)  สำนักเรียนวัดโพธิชัยมีชื่อเสียงมากในขณะนั้น เพราะมีอุปัชฌาย์คาน  เป็นเจ้าสำนักเรียน</p>
<p>หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโมได้เข้าศึกษาเล่าเรียนวิชาบาลีสนธิ์นาม  และมูลกัจจายน์ในสำนักวัดโพธิชัยนี้ด้วยความสนใจเป็นเวลานานถึง 4 ปีเต็ม จึงจบตามการสอนของสำนักเรียน  และได้ถือโอกาสกราบเรียนลาท่านพระอาจารย์ผู้เป็นเจ้าสำนักเรียน กลับสำนักเดิมคือ  วัดบ้านข่า</p>
<p>เมื่อท่านกลับมาอยู่วัดได้ 3 วันเท่านั้น  ทั้งนี้คงเป็นเพราะนิสัยท่านใฝ่ใจในธรรม  ชอบศึกษาค้นคว้าในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านจึงได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อจะไปเรียนพระปริยัติธรรมต่อที่กรุงเทพมหานคร  อันเป็นแหล่งที่มีการศึกษาเจริญที่สุดได้ชักชวนพระภิกษุรูปหนึ่งในวัดออกเดินทางจากวัดเดิมธุดงค์มุ่งหน้าไปยัง  จังหวัดอุดรธานีก่อนค่ำไหนก็พักจำวัดทำสมาธิภาวนาที่นั่น  เป็นเวลาหลายวันจึงถึงอุดรธานี</p>
<p>แต่พอเดินทางถึงจังหวัดอุดรธานี  พระภิกษุที่เป็นเพื่อนเดินทางเกิดเปลี่ยนใจเพราะคิดถึงบ้านอยากกลับบ้านไม่ยอมไปเรียนต่อที่กรุงเทพมหานครตามที่ตั้งใจเอาไว้  ถึงแม้จะพูดอย่างไรก็ตามก็ไม่ยอม คิดแต่จะกลับบ้านอย่างเดียว  ท่านต้องเป็นเพื่อนเดินทางกลับไปส่งพระรูปนั้นกลับบ้านข่า ถึงแค่อำเภอหนองหาน  จังหวัดอุดรธานี แล้วท่านจึงเดินทางกลับมายังวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานีอีก  แต่สมัยนั้นวัดโพธิสมภรณ์ หรือแม้จังหวัดอุดรธรนีก็ยังเป็นป่าไม่ได้พัฒนาให้เจริญเหมือนอย่างทุกวันนี้</p>
<p>หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม? เมื่อได้เดินทางกลับมาถึงจังหวัดอุดรธานีคราวนี้  ท่านได้เปลี่ยนใจจากการไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร  เป็นการออกปฏิบัติธรรมกรรมฐานแทน</p>
<p>ท่านกล่าวว่า ?การออกเดินธุดงค์  เป็นการเดินทางเส้นตรง&#8230;ต่อการบรรลุธรรมอย่างแท้จริง?</p>
<p>เมื่อท่านได้เปลี่ยนในเช่นนี้แล้วก็ได้เดินทางจากจังหวัดอุดรธานีมุ่งสู่จังหวัดหนองคาย  ท่านได้แวะพักโปรดญาติโยมเป็นระยะ ๆ ไปและพักทำกรรมฐานที่ พระบาทบัวบกอำเภอบ้านผือ  จังหวัดอุดรธานี บำเพ็ญภาวนาอยู่หลายวัน  จึงออกเดินทางไปยังฝั่งลาวพักกรรมฐานอยู่ที่บริเวณนครเวียงจันทน์เป็นเวลาหลายเดือน</p>
<p>หลวงปู่ตื้อเล่าให้ฟังว่า  ได้ไปทำความเพียรอยู่บนเขาควายทำกรรมฐานอยู่บริเวณนั้นเป็นเวลา 4 เดือนเต็ม คืนแรกที่ท่านไปถึงนั้น ได้ไปนั่งภาวนาอยู่ที่ถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในบริเวณนั้น  พอนั่งสมาธิอยู่ไม่นานประมาณชั่วโมงเศษ ๆ เห็นจะได้ ท่านได้ยินเสียงดังมาแต่ไกล  คล้ายเสียงลมพัดอย่างแรง แต่พอลืมตาขึ้นดูไม่เห็นมีอะไร นอกจากตัวผึ้งเป็นหมื่น ๆ  ตัวบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะคล้ายเสียงเครื่องบิน</p>
<p>สักพักหนึ่งตัวผึ้งเหล่านั้นก็บินลงมาเกาะตามผ้าจีวรเต็มไปหมด  แล้วเที่ยวไต่ไปตามตัวจนท่านต้องเปลื้องจีวรและอังสะออกจากตัวและนุ่งสบงแบบจูงกระเบน  แล้วรัดผ้ากับให้แน่น ตามตัวมีแต่ตัวผึ้งเต็มไปหมด แต่มันก็มิได้ต่อยทำร้ายท่าน</p>
<p>หลวงปู่ตื้อบอกว่า ในภาวะเช่นนั้นต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง ประมาณ 20  นาที หมู่ผั้งเหล่านั้นทั้งหมดก็บินจากไป  จากนั้นท่านก็นั่งภาวนาต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ๆ</p>
<p>ในขณะนั้นเอง ได้นิมิตเห็นศีรษะของชายคนหนึ่งค่อย ๆ  โผล่ขึ้นมาจากพื้นข้างหน้าท่านห่างออกไปเล็กน้อย  ดูเหมือนว่าเขากำลังเดินขึ้นมาจากเบื้องล่าง แล้วเดินเข้ามาหาท่าน  จนเข้ามาใกล้แล้วมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า โดยไม่พูดอะไร ร่างกายชายคนนั้นใหญ่โตมาก</p>
<p>บุคคลนั้นยืนอยู่นานพอสมควรแล้วกันหลังเดินไป  แต่การเดินกลับไปนั้นดูเหมือนว่าเดินลึกลงไปสู่ที่ต่ำเพราะหายลับลงไปอย่างรวดเร็วมาก  จนมองตามไม่ทัน และท่านนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม  ไม่นานนักก็ได้ปรากฏว่ามีเทพยดาสวมมงกุฏสวยงามมากเข้ามาหาท่าน 2 องค์แล้วพูดขึ้นว่า</p>
<p>?ท่านอาจารย์ ห่างจากนี้ไม่ไกลนัก? มีพระพุทธรูปทองคำ  10 องค์ พระพุทธรูปเงิน 15 องค์  จมอยู่ในดิน ขอให้ท่านอาจารย์ไปเอาขึ้นมา เพื่อให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้สักการบูชาเพราะบัดนี้ไม่มีใครรักษาแล้ว?  พูดเท่านั้นเทพยาดาทั้งสองก็หายไป</p>
<p>หลวงปู่ตื่อเล่าเรื่องต่อไปว่า  คืนที่ไปนั่งภาวนาอยู่ที่เส้นทางช้างศึกของเจ้าอนุวงษ์ นครเวียงจันทน์หลายคืน  คืนหนึ่งมีวิญญาณหลงทางมาหามากมายจริง ๆ เหตุที่ว่าเป็นวิญญาณหลงทางนั้นเพราะจะแผ่เมตตาให้อย่างไร  ก็ระลึกและคลายมานะทิฐิไม่ได้ ยังมัวเมาอยู่นั่นเอง</p>
<p>วิญญาณพวกนี้โดยมากเป็นพวกทหารหนุ่ม ๆทั้งนั้น สังเกตเห็นว่า  พวกนี้จะไม่ยอมกราบไหว้ไม่มีเคารพในสมณเพศ  ทั้งนี้เพราะส่วนมากเป็นวิญญาณมิจฉาทิฐิมาปรากฏเพื่อให้เห็นเท่านั้น</p>
<p>รุ่งเช้า มีโยมมาขอให้ท่านพักอยู่ต่อไปนาน ๆ จะสร้างกุฏิถวาย  แต่ท่านไม่รับนิมนต์ ท่านบอกโยมว่า จะต้องเดินธุดงค์ไปเรื่อย ๆ  จนถึงจังหวัดเชียงใหม่เมืองของไทยใหญ่  ท่านบอกว่านับตั้งแต่ออกจากพระบาทบัวบกจังหวัดอุดรธานีมา  พักจำพรรษาอยู่ที่บริเวณเวียงจันทน์นี้ เป็นเวลานานถึง 4 เดือนเศษ  ๆ จากนั้นก็เดินทางแบบพระธุดงคกรรมฐษนต่อไปยังเมืองหลวงพระบาง  หนทางเดินลำบากที่สุด สภาพทั่วไปเป็นภูเขา บางวันเดินขึ้นภูเขาสูง  ๆแล้วเดินลงจากหลังเขา ถ้าคิดระยะทางการเดินทางธรรมดาจะต้องเดินไปไกลกว่านั้น  เพราะเดินตลอดวันก็กลับลงมาที่เดิม ตกเย็นมืดค่ำลง  ก็กางกลดพักผ่อนทำความเพียรภาวนา รุ่งอรุณก็ตื่นเดินทางต่อไป  บางวันไม่ได้บิณฑบาติเลยเพราะไม่มีบ้านคน</p>
<p>ท่านเล่าว่า เดินไปด้วยกันคราวนี้รวมแล้ว 6 รูป  แต่ต่างคนต่างไปไม่พบกันหลายวันก็มี  บางทีก็พบพระซึ่งเป็นชาวพม่าซึ่งท่านก็เดินธุดงค์เช่นกัน นาน ๆ พบกันทีหนึ่ง  พบกันแล้วก็แยกทางกันเดินต่อไป ท่านบอกว่าถนนหนทางลำบากที่สุด  รถยนต์ไม่มีโอกาสจะไปได้เลย แม้แต่คนจะเดินไปก็ยังยาก  และสมัยนั้นรถยังไม่เคยมีในถิ่นนั้นเลย</p>
<p>และแล้ว หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม  ก็ได้พบพระธุดงค์รูปหนึ่งซึ่งจะมีสหธรรมิกรูปสำคัญต่อไปในอนาคต  พระธุดงค์หนุ่มรูปนี้มีปฏิปทาลีลาอะไรหลายอย่างละม้ายเหมือนหลวงปู่ตื้อมากเป็นต้นว่า  เป็นพระภิกษุหนุ่มฝ่ายมหานิกายที่ออกจาริกธุดงค์แต่ลำพังอย่างโดดเดี่ยวกล้าหาญโดยไม่มีครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานแนะนำคอยชี้ทางให้เลย</p>
<p>พระธุดงค์รูปนี้มีนามว่า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ</p>
<p>หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ  พบกันครั้งแรกที่ป่านภูพานขณะนั้นหลวงปู่ตื้อจาริกธุดงค์มาจากพระบาทบัวบกจังหวัดอุดรธานี  ได้สนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กันเป็นที่ชอบอัธยาศัยถูกใจกันยิ่งนัก</p>
<p>หลวงปู่ตื้อเองก็ใฝ่ใจปรารถนาอยากจะพบ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต  ให้ได้เหมือนกันเพราะได้ยินได้ฟังกิตติศัพท์เลื่องลือ  เกี่ยวกับพระอาจารย์มั่นมามากแต่ยังไม่ได้พบสมใจหวังสักที</p>
<p>ทั้งสองได้ปรึกษาหารือกันว่า  หากวาสนายังมีคงจะได้พบกับอาจารย์มั่นสมใจหวัง เราอย่าเร่งรัดตัวเองและกาลเวลาเลย  ถ้าไม่ตายเสียก่อนจะต้องได้สดับธรรมจากพระอาจารย์มั่นเป็นแม่นมั่น  ในระหว่างนี้เราควรจะจาริกธุดงค์ไปตามมรรคาของเราก่อน</p>
<p>ทั้งหลวงปู่ตือ และหลวงปู่แหวน  เริ่มต้นเดินทางสู่เมืองลาวที่อำเภอเชียงคาน  จังหวัดเลยพอข้ามแม่น้ำโขงแล้งก็พบแต่ป่าต้องเดินมุดป่าไปเรื่อย  ๆดูเหมือนเป้าหมายจะเป็นหลวงพระบางในการเดินทางเท้านั้น  ตลอดทางมักได้พบสัตว์ป่าเป็นจำนวนมากและได้อาศัยเดินตามรอยช้าง เพราะสะดวกสบายดี  ถ้าใครเคยขึ้นภูกระดึง และเคยมุดป่าบนหลังภู จะพบทางเดินของช้างบนนั้น</p>
<p>พระภิกษุหนุ่มทั้งสองท่านจะเดินธุดงค์ไปตลอดทั้งกลางวัน  พอพลบค่ำก็เลือกพักใกล้หมู่บ้านคนพอได้โคจรบิณฑบาตยามเช้า  ท่านได้เล่าถึงชาวป่าเผ่าหนึ่งพบระหว่างทางในตอนใกล้? พระอาทิตย์ตกดินชาวป่าเหล่านั้นเอากระติบข้าเหนียวมาถวายเดินแถวเข้ามานับ  สิบเพื่อถวายอาหารด้วยพวกเขาไม่ทราบพระรับอาหารยามวิกาลไม่ได้แต่มีศรัทธาบอกว่า ?งอจ้าวเนียวงอจ้าวเหนียว? ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร  ทั้งสองท่านจึงบอกว่าอาหารไม่รับ ขอรับน้ำร้อนก็พอ  ซึ่งก็ได้พยายามสื่อความหมายจนกระทั่งรู้เรื่องกันได้</p>
<p>พอรุ่งเช้าเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ต้องทำการบิณฑบาตแบบโบราณคือ  ไปยืนอยู่หน้าบ้านทำเป็นหวัดกระแอมไอ ให้เขาออกมาดู เขาไม่เข้าใจ  ก็ทำนิ้วชี้ลงที่บาตร จึงได้ข้าวมาฉัน คนป่าเผ่านั้นคงจะไม่เคยรู้จักพระมาก่อน  ไม่รู้วินัยพระ ไม่รู้ธรรมเนียมพระ</p>
<p>ต่อมาท่านได้ธุดงค์เดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีวัดประจำหมู่บ้าน  แต่ไม่มีพระจำพรรษามีแต่เพียงสามเณรอยู่รูปเดียว  สามเณรรูปนั้นเห็นพระอาคันตุกะสองรูปนั้นมาเยี่ยมก็ดีใจ หาที่นอนหาน้ำร้อนมาถวาย  ถวายเสร็จแล้วสามเณรรูปนั้นก็หลบไป</p>
<p>อีกสัดครู่หลวงปู่ตื้อกับหลวงปู่แหวนก็ได้ยินเสียงไก่ร้องกระโต้กกระต้าก  แล้วก็เงียบเสียงลง อีกสักพักหนึ่งก็มีกลิ่นไก่ย่างโชยมา  และอีกสักพักหนึ่งไก่ย้างก็ถูกนำมาวางตรงหน้าท่านทั้งสอง</p>
<p>?นิมนต์ท่านครูบาฉันไก่ก่อน ข้าวเหนียวก็กำลังร้อน ๆ นิมนต์ครับ?</p>
<p>ในที่สุดหลวงปู่ทั้งสองถึงเมืองหลวงพระบาง</p>
<p>แม้ว่าบางครั้งท่านจะแยกกันธุดงค์  แต่มีหลายครั้งที่ท่านมีโอกาสจำพรรษาร่วมกัน  และเป็นคู่อรรถคู่ธรรมที่แปลกมากกล่าวคือ เรื่องอุปนิสัยที่แตกต่างกัน หลวงปู่ตื้อ  ท่านเป็นพระที่ชอบพูดชอบเทศน์ มีปฏิปทาผาดโผน และเวลาพูดเสียงท่านจะดังแต่  หลวงปู่แหวนกลังเป็นพระที่พูดน้อย เสียงเบา ไม่ชอบเทศน์ มีแต่ให้ข้อธรรมสั้น  ๆมีปฏิปทาเรียบง่าย</p>
<p>ธรรมโอวาท</p>
<p>สำหรับการแสดงธรรมเผยแพร่พระพุทธศาสนา ของปู่ตื้อ อจลธมฺโมนั้น  ท่านแสดงธรรมอย่างตรงไปตรงมา แสดงธรรมตามทัศนะของท่าน มีคนชอบฟังมาก หลวงปู่เล่าว่า  โลกนี้เขามีเครื่องผูกอันเหนียวแน่น ยากที่จะตัดได้ด้วยอย่างอื่น  นอกจากพระธรรมของพระพุทธเจ้า มนุษย์เราเกิดมาก็ต้องทำบาป  เมื่อทำแล้วก็ต้องได้รับผลกรรมที่เราทำไว้ พ่อแม่เรานั้นทำกรรม  เราเกิดมาก็ทำกรรมไปอะไรที่สุดของกรรม ไม่มีใครรู้ได้ทำบาปแล้วมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย</p>
<p>1. จิตตานุปัสสนา จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นโสดาปัตติมรรค  จิตก็เป็นโสดาปัตติผล</p>
<p>2. จิตตานุปัสสนา จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นพระสกิทาคามิมรรค  จิตก็เป็นพระสกิทาคามิ????????????  ผล</p>
<p>3. จิตตานุปัสสนา จิตไม่คิดมีผัวเมีย ออกบวช? จิตก็เป็นพระอนาคามิมรรค  จิต ก็เป็น??????????????  พระอนาคามิผล</p>
<p>4. จิตตานุปัสสนา จิตไม่กล่าวมุสาวาท จิตก็เป็นพระอรหัตมรรค  จิตก็เป็นพระอรหัตผล อีกนัยหนึ่ง</p>
<p>1.? จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน  อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน</p>
<p>2.? จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน  จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน</p>
<p>3.? จิตออกบวช จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน  อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน</p>
<p>4.? จิตไม่ขี้ปด จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน  อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน</p>
<p>หลวงปู่สอนว่า ?ธรรมะคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า  พวกเรามองข้ามไปเสียหมด อยู่ที่ตัวของเรานี้เองมิใช่อื่น พุทธะคือผู้รู้  ก็ตัวของเรานี้ เองมิใช่ใครอื่น เช่นเดียวกันกับไข่ ไข่อยู่ข้างในของเปลือกไข่  ทำให้เปลือกไข่แตกเราก็ได้ไข่ พิจารณาร่างกายของเราให้แตก แล้วเราก็จะได้ธรรมะ?  หรือ&#8230;&#8230;.</p>
<p>?ธรรมะจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำอะไรจริงจัง คือการตัดสินใจอย่างแน่นอนลงไป  แล้วเลือกเฟ้นธรรมปฏิบัติอย่างแท้จริง  ไม่นานหรอกเราก็จะได้พบสิ่งที่เราต้องการความกลัวทุกอย่างจะหายไปหมด</p>
<p>ถ้าเราตัดสินใจอย่างใดแล้วคือเราต้องเป็นคนมีจุดมุ่งหมายอย่างหลวงตา  นับตั้งแต่บวชมาได้ตัดสินใจปฏิบัติธรรมะอย่างแท้จริง  จนทุกวันนี้ไม่เคยลดละเลยและท้อถอยเลย? หรือ&#8230;&#8230;..</p>
<p>?นักธรรม นักกรรมฐานต้องมีนิสัยอย่างเสือโคร่ง คือ 1. น้ำจิตน้ำใจต้องแข็งแกร่งกล้าหาญไม่กลัวต่ออันตรายใด ๆ??  2. ต้องเที่ยวไปในกลางคืนได้?? 3. ชอบอยู่ในที่สงัดจากจน??  4. ทำอะไรลงไปแล้วต้องมุ่งความสำเร็จเป็นจุดหมาย? หรือ&#8230;..</p>
<p>?สัตว์เดรัจฉานมันดีกว่าคนตรงที่มันไม่มีมายา ไม่หลอกลวงใคร  มีครูอาจารย์ก็คือคน เป็นสัตว์ที่น่ารักน่าสงสาร คนเราซิโง่เป็นพุทธะได้  แต่หลอกลวงตนเองว่าเป็นไม่ได้ ร่างกายก็มีให้พิจารณาว่าเป็นของเน่าเป็นของเหม็น  แต่เราพิจารณาว่าเป็นของหอมน่ารัก โง่ไหมคนเรา?</p>
<p>และเมื่อเทศน์จบลงท่านชอบถามผู้ฟังว่า ?ฟังเทศน์หลวงตาดีไหม?  คำถามเช่นนี้ ท่านบอกว่า หมายถึงการฟังธรรมครั้งนี้ได้รับความสงบเย็นของจิตไหม  และเกิดสังเวชในความชั่วไหม?</p>
<p>ท่านชอบตักเตือนเสมอว่าการปฏิบัติธรรมนั้นอย่างที่ท่านบูรพาจารย์ทั้งหลายดำเนินมานั้นท่านพยายามไม่ให้เกิดความเบื่อหมายในการปฏิบัติธรรม  พยายามให้เกิดความสนใจในธรรมปฏิบัติอยู่เสมอ</p>
<p>การที่เราเกิดความเบื่อหน่ายในธรรมปฏิบัตินี้เป็นการที่เราจะดำเนินไปไม่ได้นาน  และจะเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก  แต่เกิดความสังเวชในธรรมบางอย่างนั้นเป็นการดีเพราะจะเป็นประโยชน์แก่เราผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง  แต่ถ้าเบื่อหน่ายในความชั่วไม่เป็นไร เพราะถ้าเบื่อหน่ายในความชั่วแล้วก็เร่งพยายามทำความดีต่อไป</p>
<p>ปัจฉิมบท</p>
<p>ในปี พ.ศ.2517 นับเป็นปีที่ 4 ที่  หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญวิเวกบ้านข่า แดนมาตุภูมิของท่าน  ในพรรษานี้ใครเลยจะนึกว่า ท่านจะจากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ  ก่อนเข้าพรรษาท่านเคยพูดเสมอว่า</p>
<p>?ใครต้องการอะไรก็ให้เร่งรีบสร้างเอา  คุณงามความดีทั้งหมดอยู่ที่ตัวของเราแล้ว ขันธ์ 5 นี้  เมื่อมันยังไม่แตกดับก็อาศัยมัน แตกดับแล้วก็อาศัยอะไรมันไม่ได้ ขันธ์ 5 ของหลวงตาก็จะดับแล้วเหมือนกัน?</p>
<p>และบ่อยครั้งที่ท่านพูดว่า ?ธาตุลมของหลวงตาได้วิบัติแล้ว  บางครั้งมันเข้าไปแล้วก็ไม่ออกมา นานที่สุดจึงออกมา  และเมื่อมันออกมาแล้วก็ไม่อยากจะเข้าไป?</p>
<p>ท่านแสดงธรรมแต่ละครั้นนั้นนานมาก  ท่านได้สงเคราะห์ทั้งวัตถุธรรมและนามธรรม ท่านได้ให้อะไรสารพัดอย่าง  บางครั้งท่านได้หยุดในระหว่างเทศน์ เมื่อเทศน์จบลงแล้วท่านบอกว่า</p>
<p>?ขันธ์ 5 จะดับแล้ว ธาตุลมวิบัติแล้ว? จึงได้กราบเรียนถามท่านว่า ?ท่านหลวงตาไม่เหนื่อยหรือ??</p>
<p>ท่านบอกว่า ?ขันธ์ 5 จะได้หยุดการแสดงธรรมเหมือนกัน  แต่ถ้าจิตไม่หยุดมันก็หยุดไม่ได้  การแสดงธรรมเป็นหน้าที่ของเราเกิดมาเพื่อทำประโยชน์ทั้งนั้นได้ความดีแล้วก็ต้องทำความดี  เพื่อความดีอีก คนเกิดมารู้จัก พุทโธ ธัมโม สังโฆ จึงจะเป็นคน ไม่ใช่สัตว์  เราต้องรู้จักพระธรรมให้ดีที่สุด? จึงจะเรียกได้ว่า  พระมหาเปรียญ พระนักธรรม พระกรรมฐา</p>
<p>เช้าวันที่ 19 กรกฎาคม 2517 ท่านฉันเช้าตามปกติแต่ก็ไม่มากนัก  สังเกตดูอาการท่านเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมากทีเดียว  นับแต่เวลาเช้าไปท่านพักผ่อนเล็กน้อย แสดงธรรมตลอดแต่พูดเบามาก</p>
<p>ขณะที่ท่านกำลังเทศน์อยู่นั้น  มีพระภิกษุสามเณรจากต่างจังหวัดมาถวายสักการะและรับฟังโอวาท  ท่านให้ลูกศิษย์ช่วยพยุกลุกขึ้นนั่ง เมื่อลุกขึ้นนั่งแล้วท่านพูดว่า ?สังขารไม่เที่ยง หลวงตาเกิดมาก่อน ก็ต้องไปก่อนตามธรรมดา? ท่านเทศน์ประมาณ 15 นาที คณะสงฆ์นั้นก็ลากลับไป</p>
<p>ขณะนั้นเวลาประมาณ 16 นาฬีกา ท่านเหนื่อยมากที่สุด  พูดเบามาก ท่านบอกว่า ?ลมวิปริตแล้ว ไม่มีแล้ว?</p>
<p>จานกนั้นท่านได้ให้พรลูกศิษย์ว่า</p>
<p>?พุทุโธ สุโข ธมฺโม สุโข สงฺโฆ สุโข จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ  สุขํ พลํ?</p>
<p>แล้วท่านก็หัวเราะแล้วยิ้มให้ลูกศิษย์ อันเป็นลักษณะเดิมของท่าน  แสดงว่าท่านมีอารมณ์ดี ไม่สะทกสะท้านต่ออาการที่เกิดขึ้น</p>
<p>ในขณะนั้นมีท่านอาจารย์อุ่น ท่านอาจารย์วาน  และพระภิกษุสามเณรหลายสิบรูปเฝ้าดูอาการของท่านด้วยความเป็นห่วงเป็นใย</p>
<p>แม้ท่านจะเหนี่อยมาสักปานใดก็ตาม แต่ท่านก็ยังพูดอยู่เรื่อย ๆ  ถึงเสียงจะเบา แต่ก็พอฟังรู้เรื่องว่า ท่านพูดว่าอะไร</p>
<p>วาระสุดท้ายท่านพูดว่า</p>
<p>?ธาตุในหลวงตาวิปริตแล้ว?</p>
<p>จากนั้นท่านไม่พูดอะไรอีกเลยกิริยาอาการทุกอย่างสงบเงียบทุกคนแน่ใจว่า?  หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้ถึงมรณภาพแล้ว เวลา 19 นาฬิกาเศา ท่ามกลางสานุศิษย์ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ด้วยความอาลัยยิ่ง  แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ท่านได้ไปสันติสุขที่สุดแล้วสิริรวมอายุได้ 86 ปี</p>
<p style="text-align:right;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; ">ที่มา : </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; ">http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000468.htm</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; "> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%98/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b4</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b4#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 20:15:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: left;">
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;">
</p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;">ท่านกำเนิดในสกุลแก่นแก้ว  บิดาชื่อคำด้วง มารดาชิ่อจันทร์ เพียแก่นท้าว เป็นปู่นับถือพุทธศาสนา  เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ณ  บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๗ คน ท่านเป็นบุตรคนหัวปลี ท่านเป็นคนร่างเล็ก ผิวดำแดง  แข็งแรงว่องไว สติปัญญาดีมาแต่กำเนิด ฉลาดเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย  ได้เรียนอักษรสมัยในสำนักของอา คือ เรียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรธรรม  และอักษรขอมอ่านออกเขียนได้ นับว่าท่านเรียนได้รวดเร็ว เพราะ มีความทรงจำดีและขยันหมั่นเพียร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-13" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/mun.gif" alt="mun" width="66" height="80" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-15" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/munname.gif" alt="munname" width="133" height="24" /></p>
<p style="text-align: left;">
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "><br />
</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ท่านกำเนิดในสกุลแก่นแก้ว  บิดาชื่อคำด้วง มารดาชิ่อจันทร์ เพียแก่นท้าว เป็นปู่นับถือพุทธศาสนา  เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ณ  บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๗ คน ท่านเป็นบุตรคนหัวปลี ท่านเป็นคนร่างเล็ก ผิวดำแดง  แข็งแรงว่องไว สติปัญญาดีมาแต่กำเนิด ฉลาดเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย  ได้เรียนอักษรสมัยในสำนักของอา คือ เรียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรธรรม  และอักษรขอมอ่านออกเขียนได้ นับว่าท่านเรียนได้รวดเร็ว เพราะ มีความทรงจำดีและขยันหมั่นเพียร  ชอบการเล่าเรียน ชีวิตสมณะการแสวงหาธรรมและปฏิปทา<span id="more-35"></span><br />
</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">เมื่อท่านอายุได้ ๑๕ ปี  ได้บรรพชาเป็นสามเณรในสำนักบ้านคำบง ใครเป็นบรรพชาจารย์ไม่ปรากฏ  ครั้นบวชแล้วได้ศึกษาหาความรู้ทางพระศาสนา มีสวดมนต์และสูตรต่างๆ  ในสำนักบรรพชาจารย์ จดจำได้รวดเร็ว อาจารย์เมตตาปราณีมาก  เพราะเอาใจใส่ในการเรียนดี ประพฤติปฏิบัติเรียบร้อย เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้  เมื่อท่านอายุได้ ๑๗ บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน  ท่านได้ลาสิกขาออกไปช่วยงานบิดามารดาเต็มความสามารถ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ท่านเล่าว่า  เมื่อลาสิกขาไปแล้วยังคิดที่จะบวชอีกอยู่เสมอไม่เคยลืมเลย  คงเป็นเพราะอุปนิสัยในทางบวชมาแต่ก่อนหนหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง  เพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">?เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายาก? คำสั่งของยายนี้คอยสกิดใจอยู่เสมอ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ครั้นอายุท่านได้ ๒๒ ปี ท่านเล่าว่า  มีความยากบวชเป็นกำลัง จึงอำลาบิดามารดาบวช ท่านทั้งสองก็อนุมัติตามประสงค์  ท่านได้ศึกษา ในสำนักท่านอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ วัดเลียบ เมืองอุบล  จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับอุปสมบทกรรมเป็นภิกษุภาวะในพระพุทธศาสนา ณ  วัดศรีทอง(วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอริยกวี (อ่อน)  เป็นพระอุปัชฌายะ มี พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาย์  และพระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน  พ.ศ. ๒๔๓๖ พระอุปัชฌายะขนานนามมคธ ให้ว่า ภูทตฺโต เสร็จอุปสมบทกรรมแล้ว  ได้กลับมาสำนักศึกษาวิปัสสนาธุระ กับ พระอาจารย์เสาร์ กันตศีลเถระ ณ วัดเลียบต่อไป</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">เมื่อแรกอุปสมบท  ท่านพำนักอยู่วัดเลียบ เมืองอุบลเป็นปกติ ออกไปอาศัยอยู่วัดบูรพาราม เมืองอุบลบ้าง  เป็นครั้งคราว ในระหว่างนั้น ได้ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้น อันเป็นส่วนแห่งพระวินัย  คือ อาจาระ ความประพฤติมารยาท อาจริยวัตร แล้อุปัชฌายวัตร ปฏิบัติได้เรีบยร้อยดี  จนเป็นที่ไว้วางใจของพระอุปัชฌาจารย์ และได้ศึกษาข้อปฏิบัติอบรมจิตใจ คือ  เดินจงกลม นั่งสมาธิ สมาทานธุดงควัตร ต่างๆ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ในสมัยต่อมา ได้แสวงหาวิเวก  บำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่างๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฎ ที่แจ้ง หุบเขาซอกห้วย ธารเขา  เงื้อมเขา ท้องถ้ำ เรือนว่าง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง  แล้วลงไปศึกษากับนักปราชญ์ในกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม หมั่นไปสดับธรรมเทศนา  กับ เจ้าพระคุณพระอุบาลี (สิริจันทเถระ จันทร์) ๓ พรรษา  แล้วออกแสวงหาวิเวกในถิ่นภาคกลาง คือ ถ้ำสาริกา เขาใหญ่ นครนายก ถ้ำไผ่ขวาง  เขาพระงาม แล ถ้ำสิงโตห์ ลพบุรี จนได้รับความรู้แจ่มแจ้ง ในพระธรรมวินัย  สิ้นความสงสัย ในสัตถุศาสนา จึงกลับมาภาคอีสาน ทำการอบรมสั่งสอน  สมถวิปัสสนาแก่้สหธรรมิก และอุบาสกอุบาสิกาต่อไป มีผู้เลื่อมใสพอใจปฏิบัติมากขึ้น  โดยลำดับ มีศิษยานุศิษย์แพร่หลาย กระจายทั่วภาคอีสาน</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ในกาลต่อมา  ได้ลงไปพักจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ อีก ๑ พรรษา แล้วไปเชียงใหม่กับ  เจ้าพระคุณอุบาลีฯ (สิริจันทรเถระ จันทร์) จำพรรษาวัดเจดีย์หลวง ๑ พรรษา  แล้วออกไปพักตามที่วิเวกต่างๆ ในเขตภาคเหนือหลายแห่ง  เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในที่นั้นๆ นานถึง ๑๑ ปี จึงได้กลับมา จังหวัดอุบลราชธานี  พักจำพรรษาอยู่ที่ วัดโนนนิเวศน์ เพื่ออนุเคระาห์สาธุชนในที่นั้น ๒ พรรษา  แล้วมาอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร จำพรรษาที่ วัดป่าบ้านนามน ตำบลตองขอบ  อำเภอเมืองสกลนคร (ปัจจุบันคือ อำเภอโคกศรีสุพรรณ) ๓ พรรษา จำพรรษาที่ วัดหนองผือ  ตำบลนาใน อำเภอเมืองพรรณานิคม ๕ พรรษา เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในถิ่นนั้น  มีผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ ได้ติดตามศึกษาอบรมจิตใจมากมาย ศิษยานุศิษย์ของท่าน  ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย ยังเกียรติคุณของท่าน  ให้ฟุ้งเฟื่องเลื่องลือไป</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ธุดงควัตรที่ท่านถือปฏิบัติเป็นอาจิณ  ๔ ประการ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><span style="text-underline:none; font-family:'Tahoma','sans-serif'; color:windowtext; text-decoration:none; "><img src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/tudong.gif" border="0" alt="tudong" width="300" height="200" /></span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">๑.ปังสุกุลิกังคธุดงค์  ถือนุ่งห่มผ้าบังสกุล</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> นับตั้งแต่วันอุปสมบทมาตราบจนกระทั่งถึงวัยชรา จึงได้ผ่อนให้คหบดีจีวรบ้าง  เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธานำมาถวาย</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">๒.บิณฑบาติกังคธุดงค์  ถือภิกขาจารยวัตร</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์ แม้อาพาธ ไปในละแวกบ้านไม่ได้  ก็บิณฑบาตในเขตวัด บนโรงฉัน จนกระทั่งอาพาธ ลุกไม่ได้ในปัจฉิมสมัย จึงงดบิณฑบาต</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">๓.เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาต</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> ใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์  จนกระทั่งถึงสมัยอาพาธในปัจฉิมสมัย จึงงด</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">๔.เอกาสนิกังคธุดงค์  ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์ ตลอดเวลา</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> แม้อาพาธหนักในปัจฉิมสมัย ก็มิได้เลิกละ ส่วนธุดงควัตรนอกนี้  ได้ถือปฏิบัติเป็นครั้งคราว ที่นับว่าปฏิบัติได้มาก ก็คือ อรัญญิกกังคธุดงค์  ถืออยู่เสนาสนะป่าห่างบ้านประมาณ ๒๕ เส้น หลีกเร้นอยู่ในที่สงัดตามสมณวิสัย  เมื่อถึงวัยชรา จึงอยู่ในเสนาสนะ ป่าห่างจากบ้านพอสมควร ซึ่งพอเหมาะกับกำลัง  ที่จะภิกขาจารบิณฑบาต เป็นที่ที่ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนเคารพยำเกรง ไม่รบกวน  นัยว่า ในสมัยที่ท่านยังแข็งแรง ได้ออกจาริกโดดเดี่ยว แสวงวิเวกไปในป่าดงพงลึก  จนสุดวิสัยที่ศิษยานุศิษย์จะติดตามไปถึงได้ก็มี เช่น ในคราวไปอยู่ภาเหนือ เป็นต้น  ท่านไปวิเวกบนเขาสูง อันเป็นที่อยู่ของพวกมูเซอร์  ยังชาวมูเซอร์ที่พูดไม่รู้เรื่องกัน ให้บังเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ธรรมโอวาท</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">คำที่เป็นคติ  อันท่านอาจารย์กล่าวอยู่บ่อยๆ ที่เป็นหลักวินิจฉัยความดีที่ทำ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p>ด้วยกาย วาจา ใจ แก่ศิษยานุศิษย์ดังนี้</p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">๑. ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นนับว่าเลิศ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p>๒. ได้สมบัติทั้งปวง ไม่ประเสริฐเท่าได้ตน  เพราะตัวตนเป็นที่เกิดแห่งสมบัติทั้งปวง</p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">เมื่อท่านอธิบาย ตจปัญจกกรรมฐาน จบลง  มักจะกล่าวเตือนขึ้นเป็นคำกลอนว่า </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">?แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตก คาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้ แขวนคอต่องแต่ง แก้บ่พ้น  คาก้นย่างยาย คาย่างยาย เวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม  ภาพทั้งสามเป็นเฮือน เจ้าอยู่? ดังนี้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">เมื่อคราวท่านเทศนาสั่งสอนพระภิกษุ  ผู้เป็นสานุศิษย์ถือลัทธิฉันเจ ให้เข้าใจทางถูก และ ละเลิกลัทธินั้น  ครั้นจบลงแล้วได้กล่าวเป็นคติขึ้นว่า </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">?เหลือแต่เว้าบ่เห็น บ่อนเบาหนัก เดินบ่ไปตามทาง สิถืกดงเสือฮ้าย? ดังนี้แล การบำเพ็ญสมาธิ เอาแต่เพียงเป็นบาทของวิปัสสนา คือ  การพิจารณาก็พอแล้ว ส่วนการจะอยู่ในวิหารธรรมนั้น ก็ให้กำหนดรู้ ถ้าใครกลัวตาย  เพราะบทบาททางความเพียร ผู้นั้น จะกลับมาตายอีก หลายภพหลายชาติ ไม่อาจนับได้  ส่วนผู้ใดไม่กลัวตาย ผู้นั้นจะตัดภพชาติให้น้อยลง ถึงกับไม่มีภพชาติเหลืออยู่  และผู้นั้นแล จะเป็นผู้ไม่กลับหลังมาหาทุกข์อีก ธรรมะเรียนมาจากธรรมชาติ  เห็นความเกิดแปรปรวนของสังขาร ประกอบด้วยไตรลักษณ์ ปัจฉิมโอวาท ของ  พระพุทธเจ้าโดยแท้ๆ ถ้าเข้าใจในโอวาทปาฏิโมกข์ ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงโดย  ยึดหลักธรรมชาติของศีลธรรมทางด้านการปฏิบัติ เพื่อเตือนนักปฏิบัติทั้งหลาย  ท่านแสดงเอาแต่ใจความว่า..</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">การไม่ทำบาปทั้งปวงหนึ่ง การยังกุศล  คือ ความฉลาดให้ถึงพร้อมหนึ่ง การชำระจิตใจของตนให้ผ่องแผ้วหนึ่ง</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">??</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">นี้แล คือ  คำสอนทั้งหลายของพระพุทธเจ้า การไม่ทำบาป</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">?ถ้าทางกายไม่ทำ แต่ทางวาจาก็ทำอยู่ ถ้าทางวาจาไม่ทำ  แต่ทางใจก็ทำสั่งสมบาปตลอดวัน จนถึงเวลาหลับ พอตื่นจากหลับ ก็เริ่มสั่งสมบาปต่อไป  จนถึงขณะหลับอีก เป็นทำนองนี้ โดยมิได้สนใจว่า ตัวทำบาป หรือ สั่งสมบาปเลย  แม้กระนั้น ยังหวังใจอยู่ว่า ตนมีศีลธรรม และ คอยแต่เอาความบริสุทธิ์  จากความมีศีลธรรม ที่ยังเหลือแต่ชื่อเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่เจอความบริสุทธิ์  กลับเจอแต่ความเศร้าหมอง ความวุ่นวายในใจตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะ ตนแสวงหาสิ่งนั้น  ก็ต้องเจอสิ่งนั้น ถ้าไม่เจอสิ่งนั้น จะให้เจออะไรเล่า เพราะเป็นของที่มีอยู่  ในโลกสมมุติอย่างสมบูรณ์</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ท่านพระอาจารย์มั่น แสดงโอวาทธรรม  ให้ปรากฏไว้ เมื่อครั้งท่านจำพรรษาอยู่ ณ วัดสระประทุม (ปัจจุบัน คือ วัดประทุมวนาราม)  กรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบัน อาจค้นคว้าหาอ่านได้ไม่ง่ายนัก มีดังนี้</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">นมตฺถุ สุคตสฺส ปญฺจธฺนกฺขนฺธานิ</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสุคต  บรมศาสดาศากยะมุนี สัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระนวโลกุตตรธรรม ๙ ประการ และพระ  อริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั้น</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">บัดนี้ ข้าพเจ้ากล่าวซึ่งธรรมขันธ์  โดยสังเขปตามสติปัญญา</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ยังมีท่านคนหนึ่ง รักตัว คิดกลัวทุกข์  อยากได้สุข พ้นภัย เที่ยวผายผัน เขาบอกว่า สุขมีที่ไหน ก็อยากไป  แต่เที่ยวหมั่นไปมา อยู่ช้านานนิสัยท่านนั้น รักตัวกลัวตายมาก อยากจะพ้นแท้ๆ  เรื่องแก่ตายวันหนึ่ง ท่านรู้จริงซึ่ง สมุทัย พวกสังขาร ท่านก็ปะถ้ำ สนุก  สุขไม่หาย เปรียบเหมือนดัง กายนี้เองชะโงกดูถ้ำสนุก ทุกข์คลาย แสนสบาย รู้ตัว  เรื่องกลัวนั้นเบา ดำเนินไป เมินมา อยู่หน้าเขา</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">จะกลับไป ป่าวร้อง  พวกพ้องเล่าก็กลัวเขาเหมา ว่าเป็นบ้า เป็นอันจบเรื่องคิด  ไม่ติดต่อดีกว่าเที่ยวรุ่มร่าม ทำสอพลอ เดี๋ยวถูกยอ ถูกติ เป็นเรื่อง เครื่องรำคาญ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ยังมี บุรุษ คนหนึ่ง คิดกลัวตาย  น้ำใจฝ่อมาหาแล้ว พูดตรงๆ น่าสงสารถามว่า ท่านพากเพียรมา ก็ช้านาน เห็นธรรมที่จริง  แล้วหรือยัง ที่ใจหวังเอ๊ะ ทำไม จึงรู้ใจฉันบุรุษผู้นั้น ก็อยากอยู่อาศัย  ท่านว่าดี ดีฉันอนุโมทนาจะพาดูเขาใหญ่ ถ้ำสนุก ทุกข์ไม่มี คือ กายคตา สติ  ภาวนาชมเล่นให้เย็นใจ หายเดือดร้อน หนทางจรอริยวงศ์ จะไป หรือไม่ไป  ฉันไม่เกณฑ์ไม่หลอกเล่น บอกความ ให้ตามจริงแล้วกล่าวปริศนาท้าให้ตอบ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; color:windowtext; text-decoration:none; "><img src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/mun3.gif" border="0" alt="mun3" width="220" height="334" /></span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ปริศนานั้นว่า ระวิ่ง คืออะไร ตอบว่า  วิ่งเร็ว คือ วิญญาณ อาการใจเดินเป็นแถว ตามแนวกันสัญญาตรง น่าสงสัย ใจอยู่ใน  วิ่งไปมา สัญญาเหนี่ยวภายนอก หลอกลวงจิตทำให้จิตวุ่นวาย เที่ยวส่ายหา  หลอกเป็นธรรมต่างๆ อย่างมายา</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> ห้าขันธ์ ใครพ้น จนทั้วปวงแก้ว่า ใจซิพ้น  อยู่คนเดียว ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันติด สิ้นพิศวงหมดที่หลง  อยู่เดียวดวงสัญญาทะลวงไม่ได้ หมายหลงตามไป</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> ที่ตาย ใครเขาตาย ที่ไหนกัน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">แก้ว่า สังขารเขาตาย ทำลายผล</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> สิ่งใดก่อ ให้ต่อวน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">แก้วว่ากลสัญญา พาให้เวียน  เชื่อสัญญาจึงผิด คิดยินดี ออกจากภพนี้ ไปภพนั้น เที่ยวหันเหียน เลยลืมจิต จำปิด  สนิทเนียน ถึงจะเพียรหาธรรม ก็ไม่เห็น</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ใครกำหนด  ใครหมาย เป็นธรรม</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">แก้ว่า ใจกำหนด ใจหมาย เรื่องหา  เจ้าสัญญา นั่นเอง คือว่าดี ว่าชั่ว ผลักจิต ติดรักชัง</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> กินหนเดียว เที่ยวไม่กิน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">แก้ว่า สิ้นอยากดู ไม่รู้หวัง  ในเรื่องเห็นต่อไป หายรุงรัง ใจก็นั่งแท่นนิ่ง ทิ้งอาลัย</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> สระสี่เหลี่ยมเปี่ยมด้วยน้ำ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">แก้ว่า ธรรมสิ้นอยาก จากสงสัย  ใสสะอาดหมดราคี ไม่มีภัย สัญญาในนั้น พรากสังขารขันธ์นั้น ไม่ถอน  ใจจึงเปี่ยมเต็มที่ ไม่มีพร่อง เงียบสงัด ดวงจิต ไม่คิดปอง เป็นของควรชมชื่น  ทุกคืนวัน แม้ได้สมบัติทิพย์ สักสิบแสน หากแม้นรู้จริง ทิ้งสังขาร  หมดความอยากเป็นยิ่ง สิ่งสำคัญ จำส่วนจำ กั้นอยู่ ไม่ก้ำเกิน ใจไม่เพลินทั้งสิ้น  หายดิ้นรน</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">เหมือนอย่างว่า กระจกส่องหน้า  ส่องแล้ว อย่าคิด ติดปัญญา เพราะว่า สัญญานั้น ดังเงา อย่าได้เมา ไปตามเรื่อง  เครื่องสังขาร ใจขยัน จับใจ ที่ไม่บ่น ไหวส่วนตน รู้แน่ เพราะแปรไป  ใจไม่เที่ยวของใจ ใช่ต้องว่า รู้ขันธ์ห้า ต่างชนิด เมื่อจิตไหว แต่ก่อนนั้น  หลงสัญญา ว่าเป็นใจ สำคัญว่าใน ว่านอก จึงหลอกลวง คราวนี้ ใจเป็นใหญ่ ไม่หมายพึ่ง  สัญญาหนึ่ง สัญญาใด มิได้หวังเกิดก็ตาม ดับก็ตาม สิ่งทั้งปวง ไม่ต้องห่วง  ไม่ต้องกันหมู่สัญญา เหมือนยืนบน ยอดเขาสูงแท้ แลเห็นดิน แลเห็นสิ้น ทุกตัวสัตว์  แต่ว่า สูงยิ่งนักแลเห็นเรื่องของตน แต่ต้นมา เป็นมรรคาทั้งนั้น เช่นบันได</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> น้ำขึ้นลง ตรงสัจจา นั้นหรือ? ตอบว่ าสังขารแปร ก็ไม่ได้ธรรมดากรรม แต่ไม่แกล้งใคร ขืนผลักไส จับต้อง  ก็หมองมัวชั่วในจิต ไม่ต้องคิด ผิดธรรมดา สภาพสิ่ง เป็นจริง ดีชั่วตามแต่  เรื่องของเรื่อง เปลื้องแต่ตัว ไม่พัวพันสังขาร เป็นการเย็นรู้จักจริง  ต้องทิ้งสังขาร เมื่อผันแปร เมื่อแลเห็นเบื่อแล้ว ปล่อยได้คล่อง ไม่ต้องเกณฑ์  ธรรมก็ใจ เย็นใจ ระงับดับสังขารรับอาการ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> ห้าหน้าที่ มีครบครันแก้ว่า ขันธ์ แย่งแยก  แจกห้าฐานเรื่องสังขาร ต่างกอง รับหน้าที่ มีกิจการจะรับงานอื่น ไม่ได้  เต็มในตัวแม้ลาภยศสรรเสริญ เจริญสุข นินทาทุกข์ เสื่อมยศ หมดลาภทั่วรวมลง ตามสภาพ  ตามเป็นจริง ทั้ง ๘ สิ่ง ใจไม่หัน ไปพัวพันเพราะว่า รูปขันธ์ ก็ทำแก้ไข  มิได้ถ้วนนาม ก็มิได้พัก เหมือนจักรยนต์ เพราะรับผลของกรรม ที่ทำมาเรื่องดี  ถ้าเพลิดเพลิน เจริญใจ เรื่องชั่วขุ่น วุ่นจิต คิดไม่หยุดเหมือนไฟจุด จิตหมอง  ไม่ผ่องใส นึกขึ้นเอง ทั้งรัก ทั้งโกรธ ไม่โทษใครอยากไม่แก่ ไม่ตาย ได้หรือคน  เป็นของพ้นวิสัย จะได้เชยเช่น ไม่อยากให้จิต เที่ยวคิดรู้ อยากให้อยู่เป็นหนึ่ง  หวังพึ่งเฉยจิตเป็นของผันแปร ไม่แน่เลย สัญญาเคย อยู่ได้บ้าง  เป็นครั้งคราวถ้ารู้เท่า ธรรมดา ทั้งห้าขันธ์ ใจนั้น ก็ขาวสะอาด หมดมลทิล  สิ้นเรื่องราว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถ้ารู้ได้ อย่างนี้ จึงดียิ่ง  เพราะเห็นจริง ถอนหลุด สุดวิธีไม่ฝ่าฝืนธรรมดา ตามเป็นจริง จะจน จะมี ตามเรื่อง  เครื่องนอกในดีหรือชั่ว ต้องดับ เลื่อนลับไป ยึดสิ่งใดไม่ได้ ตามใจหมาย  ในไม่เที่ยว ของใจ ไหววะวับ สังเกตจับ รู้ได้สบายยิ่งเล็กบังใหญ่ ไม่รู้ทัน  ขันธ์บังธรรมไม่เห็น เป็นธุลีไปส่วนธรรม มีใหญ่กว่าขันธ์ นั้นไม่แล</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถามว่า</span></strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">-มี-ไม่มี ไม่มีนี้ คืออะไร? ที่นี้ติดหมด คิดแก้ไม่ไหว เชิญชี้ให้ชัด ทั้งอรรถแปล  โปรดแก้เถิดที่ว่าเกิดมีต่างๆ ทั้งเหตุผล แล้วดับ ไม่มีชัด ใช่สัตว์คนนี่ข้อต้น  มีไม่มี อย่างนี้ตรง ข้อปลายไม่มี มีนี้ เป็นธรรมที่ล้ำลึก ใครพบ จบประสงค์  ไม่มีสังสาร มีธรรม ที่มั่นคงนั่นแลองค์ธรรมเอก วิเวกจริงธรรมเป็นหนึ่ง ไม่แปรผัน  เลิศพบ สงบนิ่งเป็นอารมณ์ของใน ไม่ไหวติง ระงับยิ่ง เงียบสงัด ชัดกับใจใจก็สร่าง  จากเมา หายเร่าร้อน ความอยาก ถอนได้หมด ปลดสงสัยเรื่องพัวพัน ขันธ์ห้า ช้าสิ้นไป  เครื่องหมุนไป ไตรจักร ก็หักลง ความอยาก ใหญ่ยิ่ง ก็ทิ้งหลุด ความรักหยุด หายสนิท  สิ้นพิศวงร้อนทั้งปวง ก็หายหมด ดังใจ จง เชิญเถิด ชี้อีกสักอย่าง หนทางใจ  สมุทัยของจิต ที่ปิดธรรมแก้ว่า สมุทัย ยิ่งใหญ่นักย่อลงคือ ความรักบีบใจ  ทำลายขันธ์</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถ้าธรรมมีกับจิต เป็นนิจนิรันดร์  เป็นเลิศกัน สมุทัย มิได้มีจงจำไว้อย่างนี้ วิถีจิต ไม่ต้องคิดเวียนวน  จนป่นปี้ธรรมไม่มี อยู่เป็นนิจ ติดยินดี ใจจากที่ สมุทัย อาลัยตัวว่าอย่างย่อ  ทุกข์กับธรรม ประจำจิต จิตคิด รู้เห็นจริง จึงเย็นทั่วจะสุข ทุกข์เท่าไร มิได้กลัว  สร่างจากเครื่องมัว คือสมุทัย ไปที่ดีรู้เท่านี้ก็จะคลาย หายความร้อน พอดักผ่อน  สืบแสวงหา ทางดีจิตรู้ธรรม ลืมจิต ที่ติดธุลี ใจรู้ธรรม ที่เป็นสุข ขันธ์ทุกขันธ์  แน่ประจำใจธรรมคงเป็นธรรม ขันธ์คงเป็นขันธ์ เท่านั้นแล</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">คำว่าเย็นสบาย  หายเดือดร้อนหมายจิตถอนจากผิด ที่ติดแก้ ส่วนสังขารขันธ์ ปราศจากสุข  เป็นทุกข์แท้เพราะต้องแก่ ไข้ตาย ไม่วายวันจิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศ จิตก็ถอน จากผิด  เครื่องเศร้าหมอง ของแสลงผิดเป็นโทษของใจ อย่างร้ายแรง เห็นธรรมแจ้ง ธรรมผิด  หมดพิษใจจิตเห็นธรรม ดีเลิศที่พ้น พบปะธรรม ปลดเปลื้อง เครื่องกระสันมีสติกับตัว  บ่พัวพัน เรื่องรักขันธ์หายสิ้น ขาดยินดีสิ้นธุลีทั้งปวง หมดห่วงใย ถึงจะคิด  ก็ไม่ทันห้าม ตามนิสัย เมื่อไม่ห้าม กลับไม่ฟุ้ง ยุ่งไป พึงได้รู้ ว่าบาปมีขึ้น  เพราะขืนจริงตอบว่า บาปเกิดขึ้น เพราะไม่รู้ ถ้าปิดประตู เขลาได้  สบายยิ่งชั่วทั่งปวง เงียบหาย ไม่ไหวติง ขันธ์ทุกสิ่ง ย่อมทุกข์ ไม่สุขเลย แต่ก่อน  ข้าพเจ้ามืดเขลา เหมือนเข้าถ้ำอยากเห็นธรรม ยึดใจ จะให้เฉยยึดความจำ ว่าเป็นใจ  หมายจนเคย เลยเพลินเชยชม จำธรรม มานานความจำผิด ปิดไว้ ไม่ให้เห็น จึงหลงเล่น  ขันธ์ ๕ น่าสงสาร ให้ยกตัว ออกตน พ้นประมาณ เที่ยวระราน ติคนอื่น  เป็นพื้นใจไม่ได้ผล เที่ยวดู โทษคนอื่น ขื่นใจ เหมือนก่อไฟ เผาตัว  ต้องมัวมอมใครผิดถูก ดีชั่ว ก็ตัวเขา ใจของเรา เพียงระวัง ตั้งถนอมอย่าให้อกุศล  วนมาตอม ควรถึงพร้อม บุญกุศล ผลสบายเห็นคนอื่นเขาชั่ว ตัวก็ดี เป็นราคียึดขันธ์  ที่มั่นหมายยึดขันธ์ ต้องร้อนแท้ ก็แก่ตาย เลยซ้ำแท้ กิเลสเข้ากลุ้ม  รุมกวนเต็มทั้งรัก ทั้งโกรธ โทษประจักษ์ ทั้งหลงนัก หนักจิต คิดโทษหวนทั้งอารมณ์  การห้า ก็มาชวน ยกกระบวนทุกอย่าง ต่างๆ กันเพราะยึดขันธ์ทั้ง ๕ ว่าของตน จึงไม่พ้น  ทุกข์ร้าย ไปได้เลย</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ถ้ารู้โทษของตัวแล้ว อย่าช้าเฉย  ดูอาการ สังขาร ที่ไม่เที่ยงร่ำไป ให้ใจเคยคงได้เชยชมธรรมอันเอก วิเวกจิต  ไม่เพียงนั้น หมายใจไหว จากจำเห็นแล้วขำ ดู ดูอยู่ ไหว อารมณ์นอก ดับระงับไปหมด ปรากฏธรรม</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">เห็นธรรมแล้ว ย่อมหาย วุ่นวายจิต  จิตนั้นไม่ติดคู่ จริงเท่านี้หมดประตู รู้ไม่รู้ อย่างนี้ วิธีจิต รู้เท่าที่  ไม่เที่ยง จิตต้นฟื้น ริเริ่มคงจิตเดิม อย่างเที่ยงแท้ รู้ต้นจิต พ้นจาก  ผิดทั้งปวง ไม่ห่วงถ้าออกไป ปลายจิต ผิดทันทีคำที่ว่า มืดนั้น เพราะจิต คิดหวงดี  จิตหวงนี้ ปลายจิต คิดออกไปจิตต้นที่ เมื่อธรรมะปรากฏ หมดสงสัย เห็นธรรมอันเกิด  เลิศโลกาเรื่องจิตค้น วุ่นหามา แต่ก่อน ก็เลิกถอน เปลื้องปลด หมดได้  ไปสิ้นยังมีทุกข์ ต้องหลับนอน กับกิน ไปตามเรื่องธรรมดาของจิต ต้องคิดนึก พอรู้สึก  จิตคุ้น พ้นรำคาญเงียบสงัด จากมาร เครื่องรบกวนธรรมดา สังขารปรากฏ หมดด้วยกัน  เสื่อมทั้งนั้น คงไม่มีเลยระวังใจ เมื่อจำ ทำละเอียด มันจะเบียด ให้จิต  ไปติดเฉยใจไม่เที่ยงของใจ ซ้ำให้เคยเมื่อถึงเฮย หากรู้เอง เพลงของจิต  เหมือนดั่งมายา ที่หลอกลวง ท่านว่า วิปัสสนูกิเลส จำแลงเพศ เหมือนดังจริง ที่แท้  ไม่ใช่จริงรู้ขึ้นเอง นามว่า ความเห็นไม่ใช่เข่น ฟังเข้าใจ ชั้นไต่ถาม  ทั้งไตร่ตรอง แยกแยะ และ รูปนาม ก็ใช่ ความเห็นต้อง จงเล็งดูจิตตน พ้นรำคาญ ต้นจิต  รู้ตัว ว่าสังขารเรื่องแปรปรวน ใช่ขบวนไป ดู หรือ รู้จริง อะไรรู้อยู่  เพราะหมายคู่ ก็ไม่ใช่จิตคงรู้จิตเอง เพราะเพลงไหว จิตรู้ไหว ไหวก็จิต  คิดกันไปแยกไม่ได้ตามจริง สิ่งเดียวกันจิตเป็นของอาการ เรียกว่า สัญญา  พาพัวพันไม่เที่ยงนั้น ก็ตัวเอง ไปเล็งใคร ใจรู้เสื่อมรส หมดสงสัย ขาดต้นคว้า  หาเรื่อง เครื่องนอกในเรื่องจิตอยาก ก็หยุด ให้หายหิว พ้นหนักใจทั้งหลาย หายอิดโรยเหมือนฝนโปรย  ใจก็เย็น ด้วยเห็นใจ ใจเย็นเพราะ ไม่ต้อง เที่ยวมองคนรู้จิต คิดปัจจุบัน  พ้นหวั่นไหว ดีหรือชั่ว ทั้งปวง ไม่ห่วงใยเพราะดับไปทั้งเรื่อง  เครื่องรุงรังอยู่เงียบๆ ต้นจิต ไม่คิดอ่าน ตามแต่การของจิต  สิ้นคิดหวังไม่ต้องวุ่น ไม่ต้องวาย หายระวัง นอนหรือนั่ง นึกพ้น  อยู่ต้นจิตท่านชี้มรรค ทั้งหลักแหลม ช่างต่อแต้ม กว้งขวาง สว่างใสยังอีกอย่าง  ทางใจ ไม่หลุดสมุทัยขอจงโปรด ให้ชี้พิศดาร เป็นการดี</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:normal;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ตอบว่าสมุทัย คืออาลัยรัก  เพลินยิ่งนัก ทำภพใหม่ ไม่หน่ายหนีว่าอย่างต่ำ กามคุณห้า เป็นราคี อย่างสูงชี้  สมุทัย อาลัยฌาน ถ้าจะจับ ตามวิธี มีในจิต ก็เรื่องคิด เพลินไป ในสังขารเคยทั้งปวง  เพลินมา เสียช้านาน กลับเป็นการดีไป ให้เจริญจิตไปในส่วนที่ผิด ก็เลยแตกกิ่งก้าน  ฟุ้งซ่านใหญ่เที่ยวเพลินไป ในผิด ไม่คิดเขิน สิ่งใดชอบอารมณ์ ก็ชมเพลินเพลินจนเกิน  ลืมตัว ไม่กลัวภัย เพลินดูโทษคนอื่น ดื่นด้วยชั่วโทษของตัว ไม่เห็น  เป็นไฉนโทษคนอื่น เขามาก สักเท่าไร ไม่ทำให้เรา ตกนรก เสียเลย โทษของเรา เศร้าหมอง  ไม่ต้องมาก ลงวิบาก ไปตกนรก แสนสาหัสหมั่นดูโทษตนไว้  ให้ใจเคยเว้นเสียซึ่งโทษนั้นคงได้เชิญชมสุข พ้นทุกข์ภัย</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">เมื่อเห็นโทษตนชัด พึงตัดทิ้ง  ทำอ้อยอิ่ง คิดมาก จากไม่ได้เรื่องอยากดี ไม่หยุด คือ สมุทัย เป็นโทษใหญ่  กลัวจะไม่ดี นี้ก็แรง ดีไม่ดี นี้เป็นผิด ของจิตนัก เหมือนไข้หนัก ถูกต้อง ของแสลง  กำเริบโรค ด้วยพิษ ผิดสำแดง ธรรมไม่แจ้ง เพราะอยากดี นี้เป็นเดิม ความอยากดี มีมาก  มักลากจิต ให้เที่ยวคิด วุ่นไป จนใจเหิมสรรพชั่ว มัวหมอง ก็ต้องเติม ผิดยิ่งเพิ่ม  ร่ำไป ไกลจากธรรม ที่จริงชี้ สมุทัย นี้ ใจฉันคร้าม ฟังเนื้อความไปข้างฟุ้ง  ทางยุ่งยิ่งเมื่อชี้มรรค ฟังใจ ไม่ไหวติง ระงับนิ่ง ใจสงบ จบกันทีอันนี้ เชื่อว่า  ขันธะวิมุติสมังคีธรรมประจำอยู่กับที่ ไม่มีอาการไป ไม่มีอาการมาสภาวธรรมที่เป็นจริง  สิ่งเดียวเท่านั้น และไม่มีเรื่อง จะแวะะเวียนสิ้นเนื้อความ  แต่เพียงเท่านี้ผิดหรือถูก จงใช้ปัญญาตรองดู ให้รู้เถิด</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><em><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">พระภูริทัตโต (มั่น) วัดสระประทุมวัน  เป็นผู้แต่ง</span></em></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ปัจฉิมบท</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ในวัยชรา นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔  เป็นต้นมา ท่านหลวงปู่มั่น มาอยู่ที่จังหวัดสกลนครเปลี่ยนอิริยาบทไปตามสถานที่วิเวก  ผาสุขวิหารหลายแห่ง คือ ณ เสนาสนะป่า บ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง (ปัจจุบัน  เป็นอำเภอโคกศรีสุพรรณ) บ้าง ที่ใกล้ๆ แถวนั้นบ้างครั้น พ.ศ. ๒๔๘๗  จึงย้ายไปอยู่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จนถึง  ปีสุดท้ายของชีวิต</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ตลอดเวลา ๘ ปี ในวัยชรานี้  ท่านได้เอาธุระ  อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทางสมถวิปัสสนาเป็นอันมากได้มีการเทศนาอบรมจิตใจศิษยานุศิษย์  เป็นประจำวัน ศิษย์ผู้ใกล้ชิด  ได้บันทึกธรรมเทศนาของท่านไว้และได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นเผยแพร่แล้ว ให้ชื่อว่า </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">?มุตโตทัย?ครั้นมาถึงปี  พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีที่ท่านมีอายุย่างขึ้น ๘๐ ปี  ท่านเรื่มอาพาธเป็นไข้ศิษย์ผู้อยู่ใกล้ชิด  ได้เอาธุระรักษาพยาบาลไปตามกำลังความสามารถอาพาธก็สงบไปบ้างเป็นครั้งคราว  แต่แล้วก็กำเริบขึ้นอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนจวนออกพรรษา อาพาธก็กำเริบมากขึ้น</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ข่าวนี้ได้กระจายไปโดยรวดเร็ว  พอออกพรรษา ศิษยานุศิษย์ผู้อยู่ไกล ต่างก็ทะยอยกันเข้ามาปรนนิบัติพยาบาล  ได้เชิญหมอแผนปัจจุบันมาตรวจ และรักษาแล้วนำมาที่เสนาสนะป่าบ้านภู่ อำเภอพรรณานิคม  เพื่อสะดวกแก่ผู้รักษาและศิษยานุศิษย์ ก็มาเยี่ยมพยาบาล อาการอาพาธ มีแต่ทรงกับทรุด  โดยลำดับ</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ครั้นเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.  ๒๔๙๒ ได้นำท่านมาพักที่ วัดป่าสุทธาวาส  ใกล้เมืองสกลนครโดยพาหนะรถยนต์ของแขวงการทางมาถึงวัด เวลา ๑๒.๐๐ น. เศษ  ครั้นถึงเวลา ๐๒.๒๓ น.ของวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ศกเดียวกัน  ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ในท่ามกลางศิษยานุศิษย์ทั้งหลายมีเจ้าพระคุณพระธรรมเจดีย์  เป็นต้น สิริชนมายุของท่านอาจารย์ได้ ๗๙ ปี ๙ เดือน ๒๑ วัน รวม ๕๖ พรรษา</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">การบำเพ็ญประโยชน์ ของท่านหลวงปู่  ประมวลในหลัก ๒ ประการ ดังนี้</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">๑.ประโยชน์ชาติ ท่านหลวงปู่  ได้เอาธุระเทศนาอบรมสั่งสอนศีลธรรมอันดีงามแก่ประชาชนพลเมือง ของทุกชาติ ในทุกๆ  ถิ่น ที่ท่านได้สัญจรไป คือ ภาคกลางบางส่วน ภาคเหนือเกือบทั่วทุกจังหวัด  ภาคอีสานเกือบทั่วทุกจังหวัดไม่กล่าวสอนให้เป็นปฏิปักษ์  ต่อการปกครองของประเทศทำให้พลเมืองของชาติ ผู้ได้รับคำสั่งสอน  เป็นคนมีศีลธรรมดีมีสัมมาอาชีพง่ายแก่การปกครองของผู้ปกครอง  ชื่อว่าได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ชาติ ตามควรแก่สมณวิสัย</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">๒.ประโยชน์ศาสนา ท่านหลวงปู่  ได้บรรพชาและอุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้ ด้วยความเชื่อ และความเลื่อมใสจริงๆ  ครั้นบวชแล้วก็ได้เอาธุระศึกษา และปฏิบัติธรรมวินัย ด้วยความอุตสาหะพากเพียรจริงๆ  ไม่ทอดธุระในการบำเพ็ญสมณธรรม</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ท่านปฏิบัติธุดงควัตรเคร่งครัดถึง ๔  ประการดังกล่าวแล้วในเบื้องต้นได้ดำรงรักษาสมณกิจไว้มิให้เสื่อมสูญ ได้นำหมู่คณะ  ฟื้นฟูปฏิบัติพระธรรมวินัยได้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ และ พระพุทธโอวาท  หมั่นอนุศาสน์สั่งสอนศิษยานุศิษย์ ให้ฉลาดอาจหาญในการฝึกฝนอบรมจิตใจ  ตามหลักการสมถวิปัสสนาอันเป็นสมเด็จพระบรมศาสดา ได้ตรัสสอนไว้ว่า  เป็นผู้มีน้ำใจเด็ดเดี่ยว  อดทนไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมแม้จะถูกกระทบกระทั่งด้วยโลกธรรมอย่างไร  ก็มิได้แปรเปลี่ยนไปตามคงมั่นอยู่ในธรรมวินัย ตามที่พระบรมศาสดาประกาศแล้วตลอดมา  ทำตนให้เป็นทิฏฐานุคติ แก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างดี ท่านได้จาริกไปตามสถานที่วิเวกต่างๆ  คือ บางส่วนของภาคกลาง เกือบทั่วทุกจังหวัด ในภาคเหนือเกือบทุกจังหวัด ของภาคอีสาน  และแถบบางส่วนของต่างประเทศอีกด้วย</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">นอกจากเพื่อวิเวกในส่วนตนแล้วท่านมุ่งไปเพื่อสงเคราะห์ผู้มีอุปนิสัยในถิ่นนั้นๆ  ด้วยผู้ได้รับสงเคราะห์ด้วยธรรมจากท่านแล้ว ย่อมกล่าวไว้ด้วยความภุมิใจว่าไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์  พบพระพุทธศาสนา</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ส่วนหน้าที่ในวงการคณะสงฆ์  ท่านหลวงปู่ ได้รับพระกรุณาจากพระสังฆราชเจ้า ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ คณะธรรมยุตติกา  ให้เป็นพระอุปัชฌายะ ในคณะธรรมยุตติกา  ตั้งแต่อยู่จังหวัดเชียงใหม่และได้รับตั้งเป็น พระครูวินัยธร ฐานานุกรมของ  เจ้าพระคุณพระอุบาลีฯ (สิริจันทรเถระ จันทร์)ท่านก็ได้ทำหน้าที่นั้นโดยเรียบร้อย  ตลอดเวลาที่ยังอยู่เชียงใหม่ ครั้นจากเชียงใหม่มาแล้ว  ท่านก็งดหน้าที่นั้นโดยอ้างว่าแก่ชราแล้ว ขออยู่ตามสบาย</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">งานศาสนาในด้านวิปัสสนาธุระ นับว่า  ท่านได้ทำเต็มสติกำลังยังศิษยานุศิษย์ ทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์  ให้อาจหาญรื่นเริงในสัมมาปฏิบัติตลอดมานับแต่พรรษาที่ ๒๓ จนถึงพรรษาที่ ๕๖  อันเป็นปีสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านอาจกล่าวได้ ด้วยความภูมิใจว่า ท่านเป็นพระเถระ  ที่มีเกียรติคุณเด่นที่สุด ในด้านวิปัสสนาธุระรูปหนึ่ง ในยุคปัจจุบัน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;line-height:12.75pt;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "><span style="line-height: normal; color: #808080;"> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:7.5pt;text-align:right;line-height:normal;" align="right"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; ">แหล่งที่มา :</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; "> </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; ">www.buddhismthailand.com/ariyasong/munm.php</span><span style="font-family:'Angsana New','serif'; font-size:14.0pt; color:gray; "> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b4/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ หลวงปู่ดูลย์ อตฺโล</title>
		<link>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%ba</link>
		<comments>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%ba#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 18:30:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[หลวงปู่ดูลย์ อตฺโล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://buddhism.ideaforlife.net/?p=8</guid>
		<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: center;"></p>
<p style="text-align: left;">
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;">
</p>
<p class="MsoNormal" style="line-height:normal;">หลวงปู่ถือกำเนิด  ณ บ้านปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2430 ตรงกับวันแรม  2 ค่ำ เดือน 11 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ขณะนี้พระยาสุรินทร์ฯ (ม่วง) ยังเป็นเจ้าเมืองอยู่  แต่ไปช่วยราชการอยู่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเจ้าเมื่ออุบลฯ  และกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ต้องไปราชการทัพเพื่อปราบฮ่อ
</p>
<p>บิดาของท่านชื่อ นายแดง มารดาชื่อ นางเงิน นามสกุล  &#8220;ดีมาก&#8221; แต่เหตุที่ท่านนามสกุลว่า &#8220;เกษมสินธุ์&#8221; นั้น  ท่านเล่าว่า  เมื่อท่านไปพำนักประจำอยู่ที่วัดสุดทัศนารามจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลานาน มีหลานชายคนหนึ่ง  ซื่อพร้อม ไปอยู่ด้วยท่านจึงตั้งนามสกุลให้ว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-6" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/dul.gif" alt="หลวงปู่ดูล" width="66" height="80" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-7" src="http://buddhism.ideaforlife.net/wp-content/uploads/2009/12/dulname.gif" alt="dulname" width="142" height="24" /></p>
<p style="text-align: left;">
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom:.0001pt;line-height:normal;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "><br />
</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="line-height:normal;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">หลวงปู่ถือกำเนิด  ณ บ้านปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">4 ตุลาคม 2430 ตรงกับวันแรม  2 ค่ำ เดือน 11 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ขณะนี้พระยาสุรินทร์ฯ (ม่วง) ยังเป็นเจ้าเมืองอยู่  แต่ไปช่วยราชการอยู่จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเจ้าเมื่ออุบลฯ  และกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ต้องไปราชการทัพเพื่อปราบฮ่อ<span id="more-8"></span><br />
</span></p>
<p>บิดาของท่านชื่อ นายแดง มารดาชื่อ นางเงิน นามสกุล  &#8220;ดีมาก&#8221; แต่เหตุที่ท่านนามสกุลว่า &#8220;เกษมสินธุ์&#8221; นั้น  ท่านเล่าว่า  เมื่อท่านไปพำนักประจำอยู่ที่วัดสุดทัศนารามจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลานาน มีหลานชายคนหนึ่ง  ซื่อพร้อม ไปอยู่ด้วยท่านจึงตั้งนามสกุลให้ว่า &#8220;เกษมสินธุ์&#8221;  ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลยใช้นามสกุลว่า &#8220;เกษมสินธุ์&#8221; ไปด้วย</p>
<p>ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คนด้วยกัน คือ</p>
<p>คนแรก เป็นหญิง ชื่อ กลิ้ง</p>
<p>คนที่ 2 เป็นชาย ชื่อ ดุลย์ (คือ ตัวท่าน)</p>
<p>คนที่ 3 เป็นชาย ชื่อ แดน</p>
<p>คนที่ 4 เป็นหญิง ชื่อ รัตน์</p>
<p>คนที่ 5 เป็นหญิง ชื่อ ทอง</p>
<p>พี่น้องของท่านตางพากันดำรงชีวิตไปตามอัตภาพตราบเท่าวัยชรา  และได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมีอายุถึง 70 ปีทั้งหมด  หลวงปู่ผู้เดียวที่ครองอัตภาพมาได้ยาวนานถึง 96 ปี</p>
<p>ชีวิตของหลวงปู่เมื่อแรกรุ่นเจริญวัยนั้น  ก็ถูกำหนดให้อยู่ในเกฏเกณฑ์ของสังคมสมัยนั้นแม้ท่านจะเป็นลูกคนที่สอง  แต่ก็เป็นบุตรชายคนโต ดังนั้นท่านจึงต้องมีภารกิจมากกว่าเป็นธรรมดา  โดยต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน งานในบ้าน เช่น ตักน้ำ ตำข้าว หุงหาอาหาร  และเลี้ยงดูน้องๆ ซึ่งมีหลายคน งานนอกบ้าน เช่น เช่วยแบ่งเบาภระของบิดาในการดูแลบำรุงเรือกสวนไร่นาแล้วเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย  เป็นต้น</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา</span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="line-height:normal;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใครๆ  ก็ต้องรู้สึกว่าน่าเพลิดเพลินและน่าลุ่มหลงอย่างยิ่ง  เพราะนอกจากจะอยู่ในวัยกำลังงามแล้ว ยังเป็นนักแสดงที่มีผู้นิยมชมชอบมากอีกด้วย  ถึงกระนั้นหลวงปู่ก็มิได้หลงไหลในสิ่งเหล่านั้นเลย  ตรงกันข้ามท่านกลับมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทางเนกขัมมะ คือ  อยากออกบวชจึงพยายามขออนุญาตจากบิดามารดา  และท่านผู้มีพระคุณที่มีเมตตาชุบเลี้ยงแต่ก็ถูกท่านเหล่านั้นคัดค้านเรื่อยมา  โดยเฉพาะฝ่ายบิดามารดาไม่อยากให้บวช เนื่องจากขาดกำลังทางบ้าน  ไม่มีใครช่วยเป็นกำลังสำคัญในครอบครัว ทั้งท่านก็เป็นบุตรชายคนโตด้วย แต่ในที่สุด  บิดามารดาก็ไม่อาจขัดขวางความตั้งใจจริงของท่านได้  ต้องอนุญาตให้บวชได้ตามความปรารถนาที่แน่วแน่ไม่คลอนแคลนของท่าน  พร้อมกับมีเสียงสำทับจากบิดาว่าเมื่อบวชแล้วต้องไม่สึกหรืออยางน้อยต้องอยู่จนได้เป็นเจ้าอาวาส  ทั้งนี้เนื่องจากปู่ของท่านเคยบวชและได้เป็นเจ้าอาวาสมาแล้ว  และคงเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยกระมังท่านจึงมีอุปนิสัย รักบุญ เกรงกลัวบาป  มิได้เพลิดเพลินคึกคะนองไปในวัยหนุ่มเหมือนบุคคลอื่น</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p>ครั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากบิดามารดาเรียบร้อยแล้วอย่างนี้  ท่านจึงได้ละฆราวาสวิสัยอย่างเข้าสู่ความเป็นสมณะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 เมื่อท่านมีอายุได้ 22 ปี  โดยมีพวกตระกูลเจ้าของเมืองที่เคยชุบเลี้ยงท่าน  เป็นผู้จัดแจงในเรื่องการบวชให้ครบถ้วนทุกอย่าง ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา  วัดชุมพลสุทธาวาส ในเมืองสุรินทร์ โดยมี</p>
<p>พระครูวิมลสีลพรต (ทอง) เป็น พระอุปัชฌาย์</p>
<p>พระครูบึก เป็น พระกรรมวาจาจารย์</p>
<p>พระครูฤทธิ์ เป็น พระอนุสาวนาจารย์</p>
<p>เมื่อแรกบวช ก็ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานกับหลวงปู่แอกวัดคอโค  ซึ่งอยู่ชานเมืองสุรินทร์ วิธีการเจริญกัมมัฏฐานในสมัยนั้น  ก็ไม่มีวิธีอะไรมากมายนัก วิชาที่หลวงปู่แอกสอนให้สมัยนั้น คือ จุดเทียนขึ้นมา 5  เล่ม แล้วนั่งบริกรรมว่า &#8220;ขออัญเชิญปีติทั้ง 5 จงมาหาเรา&#8221;  ดังนี้เท่านั้นแต่หลวงปู่ดุลย์ก็พากเพียรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างแรงกล้า พยายามบริกรรมเรื่อยมาจนครบไตรมาสโดยไม่ลดละ  แต่ก็ไม่ปรากฏเห็นผลอันใดแม้เล็กน้อย  นอกจากนี้ยังได้ฝึกฝนทรมานร่างกายเพื่อเผาผลาญกิเลส  ด้วยความเข้มงวดกวดขันการขบฉันอาหาร วันก่อนเคยฉัน 7 คำ  ก็ลดเหลือ 6 คำ  แล้วลดลงไปอีกตามลำดับจนกระทั่งรางกายซูบผอมโซเซ สู้ไม่ไหว  จึงหันมาฉันอาหารตามเดิม ระยะนั้นก็ไม่ปรากฏเห็นผลอันใดแม้เล็กน้อย</p>
<p>นอกจากนี้ก็ใช้เวลาที่เหลือท่องบ่นเจ็ดตำนานบ้าง สิบสองตำนานบ้าง  แต่ไม่ได้ศึกษาพระวินัยเลย เรื่องวินัยที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติขัดเกลากาย วาจา  เพื่อเป็นรากฐานของสมาธิภาวนานั้น ท่านไม่ทราบ มิหนำซ้ำ ระหว่างที่อยู่วัดดังกล่าว  พระในวัดนั้นยังใช้ให้ท่านสร้างเกวียนและเลี้ยงโคอีกด้วย ท่านจึงเกิดความสลดสังเวช  และเบื่อหน่ายเป็นกำลัง แต่ก็อยู่มาจนกระทั่งได้ 6 พรรษา  เมื่อทราบข่าวว่า ที่จังหวัดอุบลราชธานีมีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม  ก็เกิดความยินดีล้นพ้น รีบเข้าไปขออนุญาตท่านพระครูวิมลศีลพรต  ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์เพื่อไปศึกษา แต่ก็ถูกคัดค้านกลับมา  ท่านมิได้ลดละคามพยายามไปขออยู่เรื่อยๆ  จนกระทั่งพระอุปัชฌาย์เห็นว่าท่านมีความตั้งใจจริง  จึงอนุญาตให้ไปได้โดยมีครูและครูดิษฐ์ไปเป็นเพื่อน</p>
<p>เมื่อแรกไปถึงจังหวัดอุบลฯ นั้น เขาไม่อาจรับท่านให้พำนักอยู่ที่วัดธรรมยุตได้เพราะต่างนิกายกัน  แม้จะอนุมัติให้เข้าเรียนได้ก็ตาม ดังนั้น  ท่านจึงต้องไปอยู่วัดหลวงซึ่งการบิณฑบาตเป็นไปได้ยากเสียเหลือเกิน พอดีหลวงพี่มนัส  ซึ่งเดินทางไปเรียนก่อน ได้แวะไปเยี่ยมทราบความเข้า  จึงพาท่านไปฝากอยู่อาศัยพร้อมทั้งศึกษาพระปริยัติธรรมไปด้วยที่วัดสุทัศนาราม  แต่เนื่องจากวัดนี้เป็นวัดฝ่ายสงฆ์ธรรมยุตจึงไม่อาจให้ท่านอยู่ที่วัดได้ด้วยเหตุผลที่น่าฟังว่ามิได้รังเกียจ  แต่เกรงจะเกิดผลกระทบต่อความเข้าใจอันดีระหวางผู้บริหารการคณะสงฆ์ของนิกายทั้งสอง  อย่างไรก็ดี ด้วยเมตตาธรรม ทางวัดสุทัศน์ ได้แสดงความเอื้อเฟื้อด้วยวิธีการอันแยบคาย  โดยรับให้ท่านพำนักอยู่ในฐานะพระอาคันตุกะผู้มาเยี่ยมเยือน  แต่อยู่นานหน่อยความเป็นอยู่ของท่านจึงค่อยกระเตื้องขึ้น คือเป็นไปได้สะดวกบ้าง</p>
<p>ท่านพยายามมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างเต็มสติกำลัง  จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ คือ สามารถสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรนักธรรมชั้นตรี นวกภูมิ  เป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี และยังได้เรียนบาลีไวยกรณ์ (มูลกัจจายน์)  จนสามารถแปลพระธรรมบทได้ นับว่าท่านได้บรรลุปณิธานที่ได้ตั้งไว้  ในการจากบ้านเกิดเมืองนอนไป ศึกษาต่อ ณ ต่างแดนแล้ว ที่กล่าวเช่นนี้  เพราะการคมนาคมระหว่าง สุรินทร์-อุบลฯ  ในสมัยนั้นเป็นไปโดยยากจนนับได้ว่าเป็นต่างแดนจริงๆ</p>
<p>ต่อมาท่านได้พยายามอย่างยิ่งที่จะญัตติจากนิกายเดิมมา  เป็นธรรมยุตติกนิกาย แต่ทางคณะสงฆ์ธรรมยุต โดยเฉพาะพระธรรมปาโมกข์ (ติสฺโส อ้วน)  เจ้าคณะมณฑลในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่  พระนักบริหารผู้มีสายตาไกลและจิตใจกว้างขวาง ได้ให้ความเห็นว่า  &#8220;อยากจะให้ท่านศึกษาเล่าเรียนไปก่อนไม่ต้องญัตติ  เนื่องจากทางคณะสงฆ์ธรรมยุตมีนโยบายจะให้ท่านกลับไปพัฒนาศึกษาพระปริยัติธรรมที่จังหวัดสุรินทร์บ้านเกิดของท่าน  ให้เจริญรุ่งเรือง เพราะถ้าหากญัตติแล้วเมื่อท่านกลับไปสุรินทร์ท่านจะต้องอยู่โดดเดี่ยว  เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีวัดฝ่ายธรรมยุตที่จังหวัดสุรินทร์เลย&#8221;  แต่ตามความตั้งใจของท่านเองนั้น  มิได้มีความประสงค์จะกลับไปสอนพระปริยัติธรรมจึงได้พยายามขอญัตติต่อไปอีก</p>
<p>ในกาลต่อมา นับว่าเป็นโชคของท่านก็ว่าได้ ท่านมีโอกาสได้คุ้นเคยกับ  ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านรับราชการครู  ทั้งที่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่ในขณะนั้นที่วัดสุทัศน์ จังหวัดอุบลฯ  ท่านอาจารย์สิงห์ได้ชอบอัธยาศัยไมตรีของหลวงปู่ดุลย์  และเห็นปฏิปทาในการศึกษาเล่าเรียน พร้อมทั้งการประพฤติปฏิบัติกิจในพระศาสนาของท่าน  ว่าเป็นไปด้วยความตั้งใจจริง ท่านอาจารย์สิงห์จึงได้ช่วยเหลือท่านในการขอญัตติ  จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ ดังนั้น ใน พ.ศ. 2461 ขณะเมื่ออายุ 31  ปี ท่านจึงได้ญัตติจากนิกายเดิมมาเป็นพระภิกษุในธรรมยุตติกนิกาย ณ  พัทธสีมาวัดสุทัศน์ฯ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี</p>
<p>พระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์</p>
<p>พระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอุดร เป็นพระกรรมวาจาจารย์</p>
<p>ถ้าหากจะนับระยะเวลาที่ท่านไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ในฐานะพระอาคันตุกะ  จนกระทั่งได้รับเมตตาอนุญาตให้ได้ญัตติก็เป็นเวลานานถึง 4 ปี  รวมเวลาที่ดำรงอยู่ในภาวะของนิกายเดิมก็เป็นเวลานานถึง 10 ปี  จากการที่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและพิจารณาข้อธรรมะเหล่านั้นจนแตกฉานช่ำชองพอสมควรแล้ว  ก็เห็นว่าการเรียนปริยัติธรรมอย่างเดียวนั้นเป็นแต่เพียงการจำหัวข้อธรรมะได้เท่านั้น  ส่วนการปฏิบัติให้ได้ผลและได้รู้รสพระธรรมอย่างซาบซึ้งนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก  จึงบังเกิดความเบื่อหน่ายและท้อถอยในการเรียนพระปริยัติธรรมและมีความสนใจโน้มเอียงไปในทางปฏิบัติธรรม  ทางธุดงค์กัมมัฏฐานอย่างแน่วแน่ นับว่าเป็นบุญลาภของหลวงปู่ดุลย์อย่างประเสริฐ  ที่ในพรรษานั้นเองท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ พระปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายอารัญญวาสี  ได้เดินทางกลับจากธุดงค์กัมมัฏฐาน มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา  จังหวัดอุบลราชธานี ข่าวที่พระอาจารย์มั่นมาจำพรรษา  ที่วัดบูรพานั้นเลื่องลือไปทุกทิศทาง ทำให้ภิกษุสามเณร บรรดาศิษย์  และประชาชนแตกตื่นฟื้นตัวพากันไปฟังพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่น</p>
<p>หลวงปู่ดุลย์กับอาจารย์สิงห์ 2 สหายก็ไม่เคยล้าหลังเพื่อในเรื่องเช่นนี้  พากันไปฟังธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่นกันเป็นประจำ ไม่ขาดแม้สักครั้งเดียว  นอกจากได้ฟังธรรมะแปลกๆ ที่สมบูรณ์ด้วยอรรถพยัญชนะ  มีความหมายลึกซึ้งและรัดกุมกว้างขวาง ยังได้มีโอกาสเฝ้าสังเกตปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น  ที่งดงามน่าเลื่อมใสทุดอิริยาบถอีกด้วย  ทำให้เกิดความซาบซึ้งถึงใจคำพูดแต่ละคำมีวินัยแปลกดี ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน  จึงเพิ่มความสนใจใคร่ประพฤติปฏิบัติทางธุดงค์กัมมัฏฐานมากยิ่งขึ้นทุกทีฯ</p>
<p>ครั้นออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่นได้ออกธุดงค์อีก ภิกษุ 2 รูป คือ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโมกับหลวงปู่ดุลย์  จึงตัดสินใจสละทิ้งการสอนการเรียน ออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่นไปทุกแห่ง  จนตลอดฤดูกาลนอกพรรษานั้น ตามธรรมเนียมธุดงค์กัมมัฏฐานของพระอาจารย์มั่นมีอยู่ว่า  เมื่อถึงกาลเข้าพรรษาไม่ให้จำพรรษารวมกันมากเกินไป ให้แยกกันไปจำพรรษาตามสถานที่อันวิเวก  ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นป่า เป็นถ้ำ เป็นเขา โคนไม้ ป่าช้า ลอมฟาง เรือนว่าง  หรืออะไรตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล แต่ละคณะ</p>
<p>เมื่ออกพรรษาแล้ว หากทราบข่าวว่าพระอาจารย์มั่นอยู่ ณ  ที่ใดพระสงฆ์ก็พากันไปจากทุกทิศทุกทางมุ่งไปยัง ณ ที่นั้นเพื่อเรียนพระกัมมัฏฐานและเล่าแจ้งถึงผลการประพฤติปฏิบัติที่ผ่านมา  เมื่อมีอันใดผิดพระอาจารย์จัดได้ช่วยแนะนำแก้ไข  อันใดถูกต้องดีแล้วท่านจักได้แนะนำข้อกัมมัฏฐานยิ่งๆ ขึ้นไป ดังนั้น  เมื่อจวนจะถึงกาลเข้าปุริมพรรษา คือ พรรษาแรกแห่งการธุดงค์ของท่าน คณะหลวงปู่ดุลย์  จึงพากันแยกจากท่านพระอาจารย์มั่น เดินธุดงค์ผ่านไปทางอำเภอท่าคันโท  จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้นถึงป่าท่าคันโท ก็สมมติทำเป็นสำนักวัดป่า เข้าพรรษาด้วยกัน 5  รูป คือ</p>
<p>ท่านพระอาจารย์สิงห์</p>
<p>ท่านพระอาจารย์บุญ</p>
<p>ท่านพระอาจารย์สีทา</p>
<p>ท่านพระอาจารย์หนู</p>
<p>ท่านพระอาจารย์ดุลย์ อตุโล (คือ ตัวหลวงปู่เอง)</p>
<p>ทุกท่านปฏิบัติตามปรารภความเพียรอย่างอุกฤษฎ์แรงกล้า  ปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของท่านปรมาจารย์อย่างสุดขีด ครั้งนั้น  บริเวณแห่งนั้นเป็นสถานที่ทุรกันดาร เกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ป่าที่ดุร้าย  ไข้ป่าก็ชุกชุมมาก ยากที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นยังไม่ทันถึงครึ่งพรรษาก็ปรากฏว่า  อาพาธเป็นไข้ป่ากันหมด ยกเว้นท่านอาจารย์หนูองค์เดียว  ต่างก็ได้ช่วยรับใช้พยาบาลกันตามมีตามเกิด  หยูกยาที่จะนำมาเยียวยารักษากันก็ไม่มีความป่วยไข้เล่าก็ไม่ยอมลดละ  จนกระทั่งองค์หนึ่งถึงแก่มรณภาพลงในกลางพรรษานั้น ต่อหน้าต่อตาเพื่อนสหธรรมิกอย่างน่าเวทนา</p>
<p>สำหรับหลวงปู่ดุลย์ ครั้นได้สำเหนียกรู้ว่า  มฤตยูกำลังคุกคามอย่างแรงทั้งหยูกยาที่จะนำมารักษาพยาบาลก็ไม่มี จึงตัดเตือนตนว่า  &#8220;ถึงอย่างไร ตัวเราจักไม่พ้นเงื้อมมือของความตายในพรรษานี้เป็นแน่แล้ว  เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้นเราจักตาย ก็จงตายในสมาธิภาวนาเถิด&#8221;  จึงปรารภความเพียรอย่างเอาเป็นเอาตาย  ตั้งสติให้สมบูรณ์พยายามดำรงจิตให้อยู่ในสมาธิอย่างมั่นคงทุกอริยาบถ  พร้อมทั้งพิจารณาความตาย คือ  มีมรณัสสติกัมมัฏฐานเป็นอารมณ์ไปด้วยโดยไม่ย่อท้อพรั่นพรึงต่อมรณภัยที่กำลังคุกคามจะมาถึงตัวในไม่ช้านี้เลย</p>
<p>ณ ป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์นี้เอง  การปฏิบัติทางจิตที่หลวงปู่ดุลย์พากเพียรบำเพ็ญอยู่อย่างไม่ลดละ  ก็ได้บังเกิดผลอย่างเต็มภาคภูมิ กล่าวคือ  ขณะที่นั่งภาวนาอยู่ตั้งแต่หัวค่ำจนดึกมากนั้น จิตก็ค่อยๆ  หยั่งลงสู่ความสงบและให้บังเกิดนิมิตขึ้นมา คือ เป็นพระพุทธรูปปรากฏขึ้นที่ตัวของท่าน  ประหนึ่งว่าตัวของท่านเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ท่านพยายามพิจารณารูปนิมิตต่อไปอีก  แม้ขณะที่ออกจากที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาแล้วและขณะออกเดินไปสู่ละแวกบ้านป่า  เพื่อบิณฑบาต ก็เป็นปรากฏอยู่เช่นนั้น</p>
<p>วันต่อมาอีกก่อนที่รูปนิมิตจะหายไป ขณะที่เดินกลับจากบิณฑบาต  ท่านได้พิจารณาดูตนเองก็ได้ปรากฏเห็นชัดว่า เป็นโครงกระดุกทุกส่วนสัด  วันนั้นจึงเกิดความรู้สึกไม่อยากฉันอาหารจึงอาศัยความเอิบอิ่มใจของสมาธิจิตกระทำความเพียรต่อไป  เช่น เดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้างตลอดวันตลอดคืน  และแล้วในขณะนั้นเองแสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดขึ้น ปรากฏแก่จิตของท่าน  รู้ชัดว่าอะไรคือจิต อะไรคือกิเลส จิตปรุงกิเลสหรือกิเลสปรุงจิต  และเข้าใจสภาพเดิมของจิตที่แท้จริงได้จนรู้กิเลสส่วนไหนละได้แล้ว  ส่วนไหนยังละไม่ได้ ดังนี้</p>
<p>1. บำเพ็ยเพียรภาวนาเป็นปกติไม่ขาดสาย ไม่เคยขาดตกบกพร่อง  กลางคืนจะพักผ่อนเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น</p>
<p>2. ฉันมื้อเดียวตลอดมา เว้นแต่เมื่อมีกิจนิมนต์จึงฉัน 2 มื้อ</p>
<p>3. มีความเป็นอยู่ง่าย เมื่อขาดไม่ดิ้นรนแสวงหา เมื่อมีไม่สั่งสม  เป็นอยู่ตามมีตามเกิดเจริญด้วยยถาลาภสันโดษ (คือสันโดษ ได้อย่างไร  บริโภคอย่างนั้น)</p>
<p>4. มีสัจจะ พูดอย่างไรต้องทำอย่างนั้น มีความตั้งใจจริง  จะทำอะไรแล้วต้องทำจนสำเร็จ</p>
<p>5. สัลลหุกวุตติ เป็นผู้มีความประพฤติเบากาย เบาใจ คือ  เป็นผู้คล่องแคล่วว่องไว เดินตัวตรงและเร็ว  แม้เวลาตื่นนอนพอรู้สึกตัวท่านจะลุกขึ้นทันที เหมือนคนที่พร้อมอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>6. นิยมการทำตัวง่ายๆ สบายๆ ไม่มีพิธีรีตอง มักตำหนิผู้ที่เจ้าบทบาท  มากเกินควร</p>
<p>7. การปฏิสันถาร ท่านปฏิบัติเป็นเยี่ยมตลอดมา</p>
<p>หลวงปู่เป็นผู้มีอุปนิสัยเยือกเย็น พูดน้อย สงบ อยู่เป็นนิตย์  มีวรรณผ่องใส ท่านรักความสงบจิตใจใฝ่ในความวิเวกมาก จะเห็นได้ว่าท่านชอบสวดมนต์บท  &#8220;อรญฺเญ รุกขมูเลวา สุญฺญาคาเรวา ภิกฺขโว &#8230; &#8221; มาก</p>
<p class="MsoNormal" style="line-height:normal;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; ">ธรรมโอวาท</span></span></strong><strong><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p>สำหรับหลวงปู่มนั้น  ท่านเล่าว่าได้ตริตรองพิจารณาตามหัวข้อกัมมัฏฐานว่า &#8220;สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา  สพฺเพ สญฺญา อนตฺตา&#8221; ที่ท่านพระอาจารย์มั่นให้มา  ในเวลาต่อมาก็เดิความสว่างไสวในใจชัดว่า เมื่อสังขารขันธ์ดับได้แล้ว  ความเป็นตัวตนจักมีไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นความปรุงแต่งขาดไป  ความทุกข์จะเกิดขึ้นอย่างไร และจับใจความอริยสัจจแห่งจิตได้ว่า</p>
<p>1. จิตที่ส่งออกนอก เพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น เป็นสมุทัย</p>
<p>2. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว เป็นทุกข์</p>
<p>3. จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค</p>
<p>4. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ</p>
<p>แล้วท่านเล่าว่า เมื่อทำความเข้าใจในอริยสัจทั้ง 4 ได้ดังนี้แล้ว ก็ได้พิจารณาทำความเข้าใจใน ปฏิจฺจสมุปบาท  ได้ตลอดทั้งสายคติธรรม ที่ท่านสอนอยู่เสมอ คือ</p>
<p>&#8220;อย่าส่งจิตออกนอก&#8221;</p>
<p>&#8220;จงหยุดคิดให้ได้&#8221;</p>
<p>&#8220;คิดเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิดให้ได้จึงรู้  แต่ก็ต้องอาศัยความคิด นั่นแหละจึงรู้&#8221;</p>
<p>&#8220;คนในโลกนี้ต้องมีสิ่งที่มี  เพื่ออาศัยสิ่งนั้นเป็นผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติถึงสิ่งที่ไม่มีและอยู่กับสิ่งที่ไม่มี&#8221;</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ปัจฉิมบท</span></strong></p>
<p>สังขารธรรมหนึ่งอุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม  พ.ศ. 2430 ณ บ้านปราสาท ตำบลเฉลียง อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์ ได้เจริญเติบโตและรุ่งเรืองมาโดยลำดับตามวัย  ได้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องดีงามอยู่ภายใต้ผ้ากาสาวพัสตร์เป็นเวลานานถึง 64  พรรษา ท่านประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงามของชาวพุทธตลอดเวลา  เป็นเนื้อนาบุญของโลก ท่าทนเป็นพุทธสาวกอย่างแท้จริง  ได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์</p>
<p>บัดนี้สังขารขันธ์นั้นได้ดับลงแล้ว ตาม สภาวธรรม เมื่อ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2526</p>
<p>แม้ว่า หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ได้สละทิ้งร่างกายไปแล้ว  แต่เมตตาธรรมที่ท่านได้ประสาทไว้แก่สานุศิษย์ทั้งหลาย ยังเหลืออยู่ คุณธรรมดังกล่าวยังคงประทับอยู่ในจิตใจของทุกๆ  คนไม่ลืมเลือน</p>
<p class="MsoNormal" style="line-height:normal;"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:right;line-height:normal;" align="right"><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; ">ที่มา :</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; "> </span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; font-size:10.0pt; color:gray; ">www.buddhismthailand.com/ariyasong/dul.php</span><span style="font-family:'Tahoma','sans-serif'; "> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://buddhism.ideaforlife.net/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%ba/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
